คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3304/2547 ฉบับเต็ม

#411220
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3304/2547 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก โจทก์ นายปฏิภาณ ใจเพ็ชร จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 204 ป.วิ.อ. มาตรา 112 การที่จำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับตามสัญญาประกันได้โดยมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ตีราคาประกันไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาอันพึงจะชำระแก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้นั้นย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่หนี้ที่กำหนดระยะเวลาชำระวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการครูได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยประกันตัวนายชัยยา นุ้ยแนบ ผู้ต้องหาไปจากการควบคุมตัวของโจทก์ในระหว่างสอบสวน โดยจำเลยทำสัญญาประกันจะส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ตามที่โจทก์กำหนดนัดทุกครั้งที่พนักงานสอบสวนเรียกตัว หรือจนกว่าจะส่งพนักงานอัยการ ถ้าจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัด จำเลยยินยอมใช้เงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งนัดให้จำเลยนำตัวผู้ต้องหาไปส่งให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 18 มกราคม 2544 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว เมื่อถึงกำหนดนัดจำเลยมิได้นำตัวผู้ต้องหามาส่งให้แก่โจทก์จึงเป็นการผิดสัญญาประกัน ต้องชดใช้เงินค่าปรับตามสัญญาประกัน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินจำนวน 50,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 แต่จำเลยผิดนัดจึงต้องรับผิดใช้ต้นเงินค่าปรับตามสัญญาประกันจำนวน 50,000 บาท และดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดวันที่ 18 มกราคม 2544 คำนวณดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 3,246.58 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 53,246.58 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 53,246.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยยื่นคำแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง ตามชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ในวันที่ 18 มกราคม 2544 ต้องถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดแก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2544 เป็นต้นไป ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับตามสัญญาประกันได้โดยมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ตีราคาประกันไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้มีกำหนดเวลาอันพึงจะชำระแก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้นั้นย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระในวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด อันจะทำให้จำเลยต้องตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อจำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น (สุภิญโญ ชยารักษ์-สมศักดิ์ เนตรมัย-ประทีป ปิติสันต์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ มีข้อพิจารณาว่า สัญญาประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือที่เรียกว่าปล่อยชั่วคราวนั้น ผู้ประกันจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเมื่อใด มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ 2 แนว คือ 1. เมื่อผู้ประกันไม่ส่งผู้ต้องหาตรงตามกำหนดนัด ถือว่าผู้ประกันผิดสัญญาจะต้องเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1304/2541 ตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหา จำเลยทั้งสองตกลงกับโจทก์ว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนด ถ้าผิดสัญญายอมใช้เงิน 250,000 บาท เมื่อจำเลยทั้งสองผิดสัญญาจึงมีหน้าที่ต้องใช้เงินตามสัญญาอันเป็นการให้เบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 380, 381 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงเป็นการผิดนัด ต้องเรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินค่าปรับ 250,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาแก่โจทก์ได้ 2. เมื่อผู้ประกันไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยภายในกำหนดแล้ว ยังไม่ถือว่าผิดนัดที่จะต้องชำระดอกเบี้ย พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลที่มีการปล่อยชั่วคราวจะต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ประกันนำเงินมาชำระตามสัญญาประกันภายในกำหนดระยะเวลาก่อน หากไม่นำมาชำระภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจึงเริ่มรับผิดชำระดอกเบี้ย โดยถือว่าการชำระหนี้ดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาอันพึงจะชำระแก่กันไว้ ซึ่งเป็นแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาในระยะหลัง รวมทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ เมื่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ 2 แนวทางเช่นนี้ คงต้องมีแนวใดแนวหนึ่งที่วินิจฉัยคลาดเคลื่อนไปจากตัวบทกฎหมาย จึงมีข้อควรพิจารณาว่าแนวคำพิพากษาแนวใดที่วินิจฉัยได้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย ผู้หมายเหตุเห็นด้วยความเคารพว่าแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแนวแรกน่าจะถูกต้องด้วยหลักกฎหมายด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 1. ตามสัญญาประกันที่ใช้ในศาลยุติธรรมข้อ 6 จะกำหนดไว้ว่า หากข้าพเจ้าผิดสัญญา ศาลมีอำนาจบังคับข้าพเจ้าให้ใช้เบี้ยปรับเต็มตามจำนวนในสัญญานี้แล้วบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินทั้งหลายของข้าพเจ้าใช้เบี้ยปรับนั้น ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียม และค่าเสียหายทั้งปวงอันเกี่ยวแก่การนี้ จากข้อสัญญาดังกล่าวประกอบกับในทางปฏิบัติเมื่อผู้ประกันทำสัญญาประกันดังกล่าวแล้ว เจ้าหน้าที่ของศาลจะกำหนดนัดวันให้ผู้ประกันส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลตามวันเวลาที่กำหนด หากผู้ประกันมิได้ส่งผู้ต้องหาหรือจำเลยภายในกำหนดวันเวลาดังกล่าวถือได้ว่าผู้ประกันผิดสัญญาตามข้อ 6 ศาลมีอำนาจบังคับให้ผู้ประกันรับผิดตามสัญญาประกันได้ทันที ในกรณีที่ผู้ประกันประกันตัวผู้ต้องหาไปจากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนก็เช่นเดียวกัน หากมีข้อความดังกล่าวข้างต้นก็มีผลเป็นการผิดสัญญาประกันทันทีที่ผู้ประกันไม่นำตัวผู้ต้องหามาส่งแก่พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนตามกำหนดระยะเวลาที่พนักงานสอบสวนกำหนดไว้ 2. หากถือว่าผู้ประกันผิดนัดจะต้องชำระดอกเบี้ยแล้ว การเริ่มนับอายุความก็จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว แต่ถ้าแนวคำพิพากษาแนวที่ 2 จะเกิดปัญหาว่าอายุความจะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด กล่าวคือ จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้ประกันไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนด หรือว่านับแต่วันที่ผู้ประกันได้รับแจ้งให้ชำระเงินตามสัญญาประกันภายในกำหนด แล้วไม่ชำระภายในระยะเวลาดังกล่าวจึงเริ่มนับอายุความนับแต่นั้น หากถือว่าจะเริ่มนับอายุความภายในกำหนดระยะเวลาที่ผู้ประกันได้รับแจ้งให้ชำระเงินตามสัญญาประกันก็จะเกิดปัญหาว่า ตราบใดที่ยังมิได้มีการแจ้งให้ผู้ประกันชำระเงินตามสัญญา อายุความก็ยังไม่เริ่มนับเช่นนี้ อายุความจึงขึ้นอยู่กับคู่สัญญาอีกฝ่ายที่จะแจ้งให้ผู้ประกันชำระเงินตามสัญญาประกันหรือไม่ จึงน่าจะไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่ถ้าหากยึดถือเหมือนกัน กล่าวคือ เมื่อผู้ประกันผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยตามกำหนดนัด ถือว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไปเช่นเดียวกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแนวที่ 1 ก็จะขัดกับคำวินิจฉัยในส่วนที่ว่า ตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ได้รับแจ้งให้ชำระเงินตามสัญญาประกันภายในกำหนดตราบนั้นผู้ประกันยังไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย ทั้งนี้เพราะการรับผิดชำระดอกเบี้ยเกิดขึ้นเมื่อมีการผิดนัด และก็เป็นเหตุให้เริ่มนับอายุความเช่นกัน 3. กรณีที่ผู้ประกันนำหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันต่อศาลแตกต่างกันจะเกิดปัญหาได้ เช่น ก. นำเงินสดมาวางเป็นหลักประกัน ส่วน ข. นำที่ดินมาวางเป็นประกัน เมื่อทั้ง ก. และ ข. ผิดสัญญาจะต้องแจ้งให้ ก. นำเงินมาชำระตามสัญญาประกันอีกหรือไม่ ในเมื่อ ก. ได้นำมาวางไว้ต่อศาลแล้ว หรือจะต้องแจ้งให้ ก. ทราบอีกว่าจะริบเงินที่นำมาวางเป็นหลักประกันไว้ในวันใดวันหนึ่งในข้างหน้าอีกชั้นหนึ่ง หรือว่าริบเงินที่นำมาเป็นหลักประกันได้ทันที แต่ถ้าหากพิจารณาว่าถ้าเป็นเงินวางไว้เป็นหลักประกันก็ไม่ต้องแจ้ง ก็จะเกิดการลักลั่นกับกรณีที่มิได้วางหลักประกันเป็นเงินสด ทั้งนี้เพราะหากไม่ได้วางเป็นเงินสดจะต้องแจ้งให้ผู้ประกันนำเงินมาชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดก่อนจึงจะเรียกดอกเบี้ยได้ กลับกลายเป็นว่าหากผู้ใดนำเงินสดมาวางเป็นหลักประกันจะเสียเปรียบ ซึ่งโดยหลักของกฎหมายแล้วไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น กล่าวคือ ไม่ว่าผู้ประกันจะนำหลักประกันประเภทใดมาวางไว้ ย่อมมีผลในทางกฎหมายเหมือนกัน 4. ตามสัญญาประกันผู้ประกันมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยตามกำหนดระยะเวลาที่คู่สัญญากำหนดไว้ การที่ผู้ประกันไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยภายในกำหนด ผู้ประกันย่อมทราบดีแล้วว่าเป็นการผิดสัญญาประกัน เมื่อผิดสัญญาประกันก็ต้องถือว่าผู้ประกันตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 จึงควรต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1308/2511 วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยทำสัญญาประกันผู้ต้องหาไปจากพนักงานสอบสวนแล้วผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามนัด จำเลยย่อมมีหน้าที่ใช้เงินตามสัญญา ไม่จำเป็นที่พนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งว่าจำเลยผิดสัญญา เมื่อจำเลยผิดสัญญาประกันและมีหน้าที่ชำระเบี้ยปรับแล้วไม่ชำระเป็นการผิดนัดย่อมต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วด้วยความเคารพผู้หมายเหตุจึงเห็นแตกต่างจากแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411220
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082040004"
    }
}
date
2547
deka_no
3304/2547
deka_running_no
3304
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สุภิญโญ ชยารักษ์",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "ประทีป ปิติสันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 204"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 112"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปฏิภาณ ใจเพ็ชร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการครูได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยประกันตัวนายชัยยา นุ้ยแนบ ผู้ต้องหาไปจากการควบคุมตัวของโจทก์ในระหว่างสอบสวน โดยจำเลยทำสัญญาประกันจะส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ตามที่โจทก์กำหนดนัดทุกครั้งที่พนักงานสอบสวนเรียกตัว หรือจนกว่าจะส่งพนักงานอัยการ ถ้าจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัด จำเลยยินยอมใช้เงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งนัดให้จำเลยนำตัวผู้ต้องหาไปส่งให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 18 มกราคม 2544 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว เมื่อถึงกำหนดนัดจำเลยมิได้นำตัวผู้ต้องหามาส่งให้แก่โจทก์จึงเป็นการผิดสัญญาประกัน ต้องชดใช้เงินค่าปรับตามสัญญาประกัน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินจำนวน 50,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 แต่จำเลยผิดนัดจึงต้องรับผิดใช้ต้นเงินค่าปรับตามสัญญาประกันจำนวน 50,000 บาท และดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดวันที่ 18 มกราคม 2544 คำนวณดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 3,246.58 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 53,246.58 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 53,246.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง

ตามชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ในวันที่ 18 มกราคม 2544 ต้องถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดแก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2544 เป็นต้นไป ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่จำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับตามสัญญาประกันได้โดยมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ตีราคาประกันไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้มีกำหนดเวลาอันพึงจะชำระแก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้นั้นย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระในวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด อันจะทำให้จำเลยต้องตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อจำเลยมิได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
มีข้อพิจารณาว่า สัญญาประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือที่เรียกว่าปล่อยชั่วคราวนั้น ผู้ประกันจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเมื่อใด มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ 2 แนว คือ 1. เมื่อผู้ประกันไม่ส่งผู้ต้องหาตรงตามกำหนดนัด ถือว่าผู้ประกันผิดสัญญาจะต้องเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1304/2541 ตามสัญญาประกันตัวผู้ต้องหา จำเลยทั้งสองตกลงกับโจทก์ว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนด ถ้าผิดสัญญายอมใช้เงิน 250,000 บาท เมื่อจำเลยทั้งสองผิดสัญญาจึงมีหน้าที่ต้องใช้เงินตามสัญญาอันเป็นการให้เบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 380, 381 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงเป็นการผิดนัด ต้องเรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินค่าปรับ 250,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาแก่โจทก์ได้ 2. เมื่อผู้ประกันไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยภายในกำหนดแล้ว ยังไม่ถือว่าผิดนัดที่จะต้องชำระดอกเบี้ย พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลที่มีการปล่อยชั่วคราวจะต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ประกันนำเงินมาชำระตามสัญญาประกันภายในกำหนดระยะเวลาก่อน หากไม่นำมาชำระภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจึงเริ่มรับผิดชำระดอกเบี้ย โดยถือว่าการชำระหนี้ดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาอันพึงจะชำระแก่กันไว้ ซึ่งเป็นแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาในระยะหลัง รวมทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ เมื่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ 2 แนวทางเช่นนี้ คงต้องมีแนวใดแนวหนึ่งที่วินิจฉัยคลาดเคลื่อนไปจากตัวบทกฎหมาย จึงมีข้อควรพิจารณาว่าแนวคำพิพากษาแนวใดที่วินิจฉัยได้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย ผู้หมายเหตุเห็นด้วยความเคารพว่าแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแนวแรกน่าจะถูกต้องด้วยหลักกฎหมายด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 1. ตามสัญญาประกันที่ใช้ในศาลยุติธรรมข้อ 6 จะกำหนดไว้ว่า หากข้าพเจ้าผิดสัญญา ศาลมีอำนาจบังคับข้าพเจ้าให้ใช้เบี้ยปรับเต็มตามจำนวนในสัญญานี้แล้วบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินทั้งหลายของข้าพเจ้าใช้เบี้ยปรับนั้น ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียม และค่าเสียหายทั้งปวงอันเกี่ยวแก่การนี้ จากข้อสัญญาดังกล่าวประกอบกับในทางปฏิบัติเมื่อผู้ประกันทำสัญญาประกันดังกล่าวแล้ว เจ้าหน้าที่ของศาลจะกำหนดนัดวันให้ผู้ประกันส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลตามวันเวลาที่กำหนด หากผู้ประกันมิได้ส่งผู้ต้องหาหรือจำเลยภายในกำหนดวันเวลาดังกล่าวถือได้ว่าผู้ประกันผิดสัญญาตามข้อ 6 ศาลมีอำนาจบังคับให้ผู้ประกันรับผิดตามสัญญาประกันได้ทันที ในกรณีที่ผู้ประกันประกันตัวผู้ต้องหาไปจากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนก็เช่นเดียวกัน หากมีข้อความดังกล่าวข้างต้นก็มีผลเป็นการผิดสัญญาประกันทันทีที่ผู้ประกันไม่นำตัวผู้ต้องหามาส่งแก่พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนตามกำหนดระยะเวลาที่พนักงานสอบสวนกำหนดไว้ 2. หากถือว่าผู้ประกันผิดนัดจะต้องชำระดอกเบี้ยแล้ว การเริ่มนับอายุความก็จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว แต่ถ้าแนวคำพิพากษาแนวที่ 2 จะเกิดปัญหาว่าอายุความจะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด กล่าวคือ จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้ประกันไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนด หรือว่านับแต่วันที่ผู้ประกันได้รับแจ้งให้ชำระเงินตามสัญญาประกันภายในกำหนด แล้วไม่ชำระภายในระยะเวลาดังกล่าวจึงเริ่มนับอายุความนับแต่นั้น หากถือว่าจะเริ่มนับอายุความภายในกำหนดระยะเวลาที่ผู้ประกันได้รับแจ้งให้ชำระเงินตามสัญญาประกันก็จะเกิดปัญหาว่า ตราบใดที่ยังมิได้มีการแจ้งให้ผู้ประกันชำระเงินตามสัญญา อายุความก็ยังไม่เริ่มนับเช่นนี้ อายุความจึงขึ้นอยู่กับคู่สัญญาอีกฝ่ายที่จะแจ้งให้ผู้ประกันชำระเงินตามสัญญาประกันหรือไม่ จึงน่าจะไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่ถ้าหากยึดถือเหมือนกัน กล่าวคือ เมื่อผู้ประกันผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยตามกำหนดนัด ถือว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไปเช่นเดียวกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแนวที่ 1 ก็จะขัดกับคำวินิจฉัยในส่วนที่ว่า ตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ได้รับแจ้งให้ชำระเงินตามสัญญาประกันภายในกำหนดตราบนั้นผู้ประกันยังไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย ทั้งนี้เพราะการรับผิดชำระดอกเบี้ยเกิดขึ้นเมื่อมีการผิดนัด และก็เป็นเหตุให้เริ่มนับอายุความเช่นกัน 3. กรณีที่ผู้ประกันนำหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันต่อศาลแตกต่างกันจะเกิดปัญหาได้ เช่น ก. นำเงินสดมาวางเป็นหลักประกัน ส่วน ข. นำที่ดินมาวางเป็นประกัน เมื่อทั้ง ก. และ ข. ผิดสัญญาจะต้องแจ้งให้ ก. นำเงินมาชำระตามสัญญาประกันอีกหรือไม่ ในเมื่อ ก. ได้นำมาวางไว้ต่อศาลแล้ว หรือจะต้องแจ้งให้ ก. ทราบอีกว่าจะริบเงินที่นำมาวางเป็นหลักประกันไว้ในวันใดวันหนึ่งในข้างหน้าอีกชั้นหนึ่ง หรือว่าริบเงินที่นำมาเป็นหลักประกันได้ทันที แต่ถ้าหากพิจารณาว่าถ้าเป็นเงินวางไว้เป็นหลักประกันก็ไม่ต้องแจ้ง ก็จะเกิดการลักลั่นกับกรณีที่มิได้วางหลักประกันเป็นเงินสด ทั้งนี้เพราะหากไม่ได้วางเป็นเงินสดจะต้องแจ้งให้ผู้ประกันนำเงินมาชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดก่อนจึงจะเรียกดอกเบี้ยได้ กลับกลายเป็นว่าหากผู้ใดนำเงินสดมาวางเป็นหลักประกันจะเสียเปรียบ ซึ่งโดยหลักของกฎหมายแล้วไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น กล่าวคือ ไม่ว่าผู้ประกันจะนำหลักประกันประเภทใดมาวางไว้ ย่อมมีผลในทางกฎหมายเหมือนกัน 4. ตามสัญญาประกันผู้ประกันมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยตามกำหนดระยะเวลาที่คู่สัญญากำหนดไว้ การที่ผู้ประกันไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยภายในกำหนด ผู้ประกันย่อมทราบดีแล้วว่าเป็นการผิดสัญญาประกัน เมื่อผิดสัญญาประกันก็ต้องถือว่าผู้ประกันตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 จึงควรต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1308/2511 วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยทำสัญญาประกันผู้ต้องหาไปจากพนักงานสอบสวนแล้วผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามนัด จำเลยย่อมมีหน้าที่ใช้เงินตามสัญญา ไม่จำเป็นที่พนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งว่าจำเลยผิดสัญญา เมื่อจำเลยผิดสัญญาประกันและมีหน้าที่ชำระเบี้ยปรับแล้วไม่ชำระเป็นการผิดนัดย่อมต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วด้วยความเคารพผู้หมายเหตุจึงเห็นแตกต่างจากแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000895.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547