คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4691/2547 ฉบับเต็ม

#411222
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4691/2547 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี โจทก์ นางสุดสม ศรกล้า โจทก์ร่วม นางวรรณา คูณค้ำ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จชักชวนโจทก์ร่วมให้นำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรายละ 2,000 บาท ในระยะเวลา 1 เดือน จะได้กำไรรายละ 600 บาท แบ่งให้เจ้าหน้าที่การเงินของทหารรายละ 50 บาท เหลือกำไรซึ่งจะทำให้โจทก์ได้ผลประโยชน์ตอบแทนรายละ 550 บาท ไม่ใช่กิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้าม แต่เป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยเพื่อจูงใจให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและยินยอมมอบเงินให้จำเลย โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 458,750 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นางสุดสม ศรกล้า ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 6 กระทงเป็นจำคุก 36 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 458,750 บาท แก่โจทก์ร่วมนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1656/2544 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นยุติว่า เมื่อประมาณต้นปี 2540 จำเลยได้หลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จชักชวนโจทก์ร่วมไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ รายละ 2,000 บาท ในระยะเวลา 1 เดือน จะได้กำไรรายละ 600 บาท แบ่งให้เจ้าหน้าที่การเงินของทหารรายละ 50 บาท เหลือกำไร 550 บาท ซึ่งความจริงมิได้มีการซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารดังกล่าวแต่อย่างใด โดยจำเลยบอกว่าพี่สาวของจำเลยและเพื่อนของจำเลยรวมทั้งจำเลยก็ซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนโจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงได้ตกลงโดยมอบเงินให้จำเลยเพื่อไปซื้อเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวหลายครั้งครั้งที่หนึ่งวันที่ 11 มีนาคม 2540 โจทก์ร่วมซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารจำนวน 35 ราย รายละ 2,000 บาท เป็นเงิน 70,000 บาท และได้รับผลประโยชน์วันที่ 10 เมษายน 2540 เป็นเงิน 19,250 บาท ครั้งที่สองวันที่ 11 เมษายน 2540 ซื้อเพิ่มอีก 47 ราย เป็นเงิน 94,000 บาท ได้รับผลประโยชน์วันที่ 9 พฤษภาคม 2540 เป็นเงิน 45,100 บาท ครั้งที่สามวันที่ 11 พฤษภาคม 2540 ซื้อเพิ่มอีก 24 ราย เป็นเงิน 48,000 บาท ได้รับผลประโยชน์วันที่ 10 มิถุนายน 2540 เป็นเงิน 58,300 บาท ครั้งที่สี่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 ซื้อเพิ่มอีก 30 รายเป็นเงิน 60,000 บาท ได้รับผลประโยชน์วันที่ 10 กรกฎาคม 2540 เป็นเงิน 74,800 บาท ครั้งที่ห้าวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 ซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนจำนวน 230 ราย เป็นเงิน 460,000 บาท ครั้งที่หกวันที่ 7 สิงหาคม 2540 ซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชุดเก่าเพิ่มอีกเป็นเงิน 64,000 บาท โดยสั่งจ่ายเช็คจำนวน 60,000 บาท ส่วนอีก 4,000 บาท หักเป็นเงินที่จำเลยยืม ต่อมาวันที่ 11 สิงหาคม 2540 โจทก์ร่วมได้รับผลประโยชน์จากการซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชุดเก่าจำนวน 136 ราย เป็นเงิน 74,800 บาท ส่วนเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนได้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 130,000 บาท แบ่งให้จำเลย 65,000 บาท ซึ่งในวันที่ 11 สิงหาคม 2540 โจทก์ร่วมได้รับผลประโยชน์จากจำเลยอีก 139,800 บาท หลังจากนั้นจำเลยต้องจ่ายเงินซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่ถึงกำหนดให้โจทก์ร่วม แต่จำเลยไม่ได้จ่ายให้โจทก์ร่วมจึงไม่ไว้ใจจำเลยและให้จำเลยคืนเงินค่าซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนจำนวน 230 ราย เป็นเงิน 460,000 บาท ให้โจทก์ร่วม จำเลยตกลงจะคืนเงินดังกล่าวให้ในวันที่ 25 กันยายน 2540 แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยกลับหลบหนี เห็นว่า การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จว่าจะนำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรายละ 2,000 บาท และจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนรายละ 550 บาท เป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยเพื่อจูงใจให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและยินยอมมอบเงินให้จำเลย โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายที่จำเลยฎีกาว่า เบี้ยเลี้ยงทหารไม่สามารถซื้อขายได้ การซื้อเบี้ยเลี้ยงหทารจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยอ้างคำเบิกความของร้อยตรีมาโนช จิตต์ชลธี ที่ว่าเท่าที่พยานรับราชการมาไม่มีการขายเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยงล่วงหน้าและไม่เคยได้ยินซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อห้ามการซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารแต่อย่างใด การซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารจึงไม่มีวัตถุประสงค์ที่ต้องห้าม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิบูลย์ นนทสูติ-วสันต์ ตรีสุวรรณ-สมบัติ อรรถพิมล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ บุคคลที่จะเป็น "ผู้เสียหาย" ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) นั้น มิใช่เพียงแต่เป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานตลอดมาว่าบุคคลนั้นต้องเป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" ด้วย อันเป็นการวินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไปว่า "บุคคลที่มาศาลต้องมาด้วยมืออันสะอาด" ดังนั้น หากบุคคลที่ได้รับความเสียหายมีส่วนกระทำความผิดด้วย เช่น เป็นตัวการร่วมกระทำผิดด้วย (ฎีกาที่ 1472/2522) เป็นผู้ที่ก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด (ฎีกาที่ 340/2502 และ 4085/2544) เป็นผู้ที่มีส่วนประมาทด้วย (ฎีกาที่ 1167-1168/2530) บุคคลที่สมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้ทำร้ายซึ่งกันและกัน (ฎีกาที่ 1183/2494) หรือยินยอมให้ผู้อื่นการะทำความผิด (ฎีกาที่ 968/2479 และ 658/2513) ในกรณีต่างๆ เหล่านี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดใช่เป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" จึงไม่เป็น "ผู้เสียหาย" ตามมาตรา 2 (4) ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งนั้น ได้กระทำกิจการอันมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายก็ดี หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ดีย่อมถือได้ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" เช่นกัน เช่น การที่ผู้เสียหายตกลงซื้อธนบัตรปลอมจากจำเลย แม้จะเป็นโดยจำเลยใช้อุบายหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ก็เป็นความตกลงที่มีวัตถุประสงค์จะกระทำผิดกฎหมาย มิได้เป็นไปโดยสุจริต (ฎีกาที่ 771/2493 (ประชุมใหญ่)) การส่งทรัพย์ให้ไปเพื่อให้เจ้าพนักงานงดเว้นไม่กระทำการตามหน้าที่ซึ่งเป็นการผิดกฎหมาย (ฎีกาที่ 1043/2494) สัญญาที่คนเดินโพยต้องรวบรวมเงินส่งให้แก่เจ้ามือสลากกินรวบมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การที่โจทก์รับเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้ดังกล่าวจึงมิใช่ผู้เสียหาย (ฎีกาที่ 166/2523) และยังมีคำพิพากษาฎีกาที่ 30/2543 วินิจฉัยด้วยว่า จำนวนเงินในเช็คพิพาทได้รวมดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนเข้าไว้ด้วยซึ่งเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (1) ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 654 การที่ผู้เสียหายรับเช็คพิพาทจากจำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมซึ่งมีดอกเบี้ยที่ผู้เสียหายคิดเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย ถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้กระทำความผิดในส่วนของดอกเบี้ยที่ผู้เสียหายหักเกินอัตราตามกฎหมาย จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย กิจการซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรายละ 2,000 บาท ในระยะเวลา 1 เดือน จะได้กำไร 600 บาท แบ่งให้เจ้าหน้าที่การเงินทหารรายละ 50 บาท เหลือกำไรรายละ 550 บาท เช่นนี้ มีปัญหาน่าพิจารณาว่าแท้จริงแล้วจะเป็นการให้กู้ยืมอย่างหนึ่งซึ่งคำนวณแล้วเท่ากับโจทก์คิดดอกเบี้ยจากทหารที่ขายเบี้ยเลี้ยงให้แก่จำเลยในอัตราสูงถึงร้อยละ 30 ต่อเดือน ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (1) ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 654 ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 30/2543 หรือไม่ ธานิศ เกศวพิทักษ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411222
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039006"
    }
}
date
2547
deka_no
4691/2547
deka_running_no
4691
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วิบูลย์ นนทสูติ",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "สมบัติ อรรถพิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสุดสม ศรกล้า"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางวรรณา คูณค้ำ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 458,750 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสุดสม ศรกล้า ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 6 กระทงเป็นจำคุก 36 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 458,750 บาท แก่โจทก์ร่วมนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1656/2544 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นยุติว่า เมื่อประมาณต้นปี 2540 จำเลยได้หลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จชักชวนโจทก์ร่วมไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ รายละ 2,000 บาท ในระยะเวลา 1 เดือน จะได้กำไรรายละ 600 บาท แบ่งให้เจ้าหน้าที่การเงินของทหารรายละ 50 บาท เหลือกำไร 550 บาท ซึ่งความจริงมิได้มีการซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารดังกล่าวแต่อย่างใด โดยจำเลยบอกว่าพี่สาวของจำเลยและเพื่อนของจำเลยรวมทั้งจำเลยก็ซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนโจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงได้ตกลงโดยมอบเงินให้จำเลยเพื่อไปซื้อเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวหลายครั้งครั้งที่หนึ่งวันที่ 11 มีนาคม 2540 โจทก์ร่วมซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารจำนวน 35 ราย รายละ 2,000 บาท เป็นเงิน 70,000 บาท และได้รับผลประโยชน์วันที่ 10 เมษายน 2540 เป็นเงิน 19,250 บาท ครั้งที่สองวันที่ 11 เมษายน 2540 ซื้อเพิ่มอีก 47 ราย เป็นเงิน 94,000 บาท ได้รับผลประโยชน์วันที่ 9 พฤษภาคม 2540 เป็นเงิน 45,100 บาท ครั้งที่สามวันที่ 11 พฤษภาคม 2540 ซื้อเพิ่มอีก 24 ราย เป็นเงิน 48,000 บาท ได้รับผลประโยชน์วันที่ 10 มิถุนายน 2540 เป็นเงิน 58,300 บาท ครั้งที่สี่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 ซื้อเพิ่มอีก 30 รายเป็นเงิน 60,000 บาท ได้รับผลประโยชน์วันที่ 10 กรกฎาคม 2540 เป็นเงิน 74,800 บาท ครั้งที่ห้าวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 ซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนจำนวน 230 ราย เป็นเงิน 460,000 บาท ครั้งที่หกวันที่ 7 สิงหาคม 2540 ซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชุดเก่าเพิ่มอีกเป็นเงิน 64,000 บาท โดยสั่งจ่ายเช็คจำนวน 60,000 บาท ส่วนอีก 4,000 บาท หักเป็นเงินที่จำเลยยืม ต่อมาวันที่ 11 สิงหาคม 2540 โจทก์ร่วมได้รับผลประโยชน์จากการซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชุดเก่าจำนวน 136 ราย เป็นเงิน 74,800 บาท ส่วนเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนได้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 130,000 บาท แบ่งให้จำเลย 65,000 บาท ซึ่งในวันที่ 11 สิงหาคม 2540 โจทก์ร่วมได้รับผลประโยชน์จากจำเลยอีก 139,800 บาท หลังจากนั้นจำเลยต้องจ่ายเงินซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่ถึงกำหนดให้โจทก์ร่วม แต่จำเลยไม่ได้จ่ายให้โจทก์ร่วมจึงไม่ไว้ใจจำเลยและให้จำเลยคืนเงินค่าซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนจำนวน 230 ราย เป็นเงิน 460,000 บาท ให้โจทก์ร่วม จำเลยตกลงจะคืนเงินดังกล่าวให้ในวันที่ 25 กันยายน 2540 แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยกลับหลบหนี เห็นว่า การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จว่าจะนำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรายละ 2,000 บาท และจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนรายละ 550 บาท เป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยเพื่อจูงใจให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและยินยอมมอบเงินให้จำเลย โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายที่จำเลยฎีกาว่า เบี้ยเลี้ยงทหารไม่สามารถซื้อขายได้ การซื้อเบี้ยเลี้ยงหทารจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยอ้างคำเบิกความของร้อยตรีมาโนช จิตต์ชลธี ที่ว่าเท่าที่พยานรับราชการมาไม่มีการขายเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยงล่วงหน้าและไม่เคยได้ยินซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อห้ามการซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารแต่อย่างใด การซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารจึงไม่มีวัตถุประสงค์ที่ต้องห้าม ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
บุคคลที่จะเป็น "ผู้เสียหาย" ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) นั้น มิใช่เพียงแต่เป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งเท่านั้น แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานตลอดมาว่าบุคคลนั้นต้องเป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" ด้วย อันเป็นการวินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไปว่า "บุคคลที่มาศาลต้องมาด้วยมืออันสะอาด" ดังนั้น หากบุคคลที่ได้รับความเสียหายมีส่วนกระทำความผิดด้วย เช่น เป็นตัวการร่วมกระทำผิดด้วย (ฎีกาที่ 1472/2522) เป็นผู้ที่ก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด (ฎีกาที่ 340/2502 และ 4085/2544) เป็นผู้ที่มีส่วนประมาทด้วย (ฎีกาที่ 1167-1168/2530) บุคคลที่สมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้ทำร้ายซึ่งกันและกัน (ฎีกาที่ 1183/2494) หรือยินยอมให้ผู้อื่นการะทำความผิด (ฎีกาที่ 968/2479 และ 658/2513) ในกรณีต่างๆ เหล่านี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดใช่เป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" จึงไม่เป็น "ผู้เสียหาย" ตามมาตรา 2 (4) ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งนั้น ได้กระทำกิจการอันมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายก็ดี หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ดีย่อมถือได้ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็น "ผู้เสียหายโดยนิตินัย" เช่นกัน เช่น การที่ผู้เสียหายตกลงซื้อธนบัตรปลอมจากจำเลย แม้จะเป็นโดยจำเลยใช้อุบายหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ก็เป็นความตกลงที่มีวัตถุประสงค์จะกระทำผิดกฎหมาย มิได้เป็นไปโดยสุจริต (ฎีกาที่ 771/2493 (ประชุมใหญ่)) การส่งทรัพย์ให้ไปเพื่อให้เจ้าพนักงานงดเว้นไม่กระทำการตามหน้าที่ซึ่งเป็นการผิดกฎหมาย (ฎีกาที่ 1043/2494) สัญญาที่คนเดินโพยต้องรวบรวมเงินส่งให้แก่เจ้ามือสลากกินรวบมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การที่โจทก์รับเช็คที่ออกให้เพื่อชำระหนี้ดังกล่าวจึงมิใช่ผู้เสียหาย (ฎีกาที่ 166/2523) และยังมีคำพิพากษาฎีกาที่ 30/2543 วินิจฉัยด้วยว่า จำนวนเงินในเช็คพิพาทได้รวมดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนเข้าไว้ด้วยซึ่งเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (1) ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 654 การที่ผู้เสียหายรับเช็คพิพาทจากจำเลยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมซึ่งมีดอกเบี้ยที่ผู้เสียหายคิดเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วย ถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้กระทำความผิดในส่วนของดอกเบี้ยที่ผู้เสียหายหักเกินอัตราตามกฎหมาย จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย กิจการซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรายละ 2,000 บาท ในระยะเวลา 1 เดือน จะได้กำไร 600 บาท แบ่งให้เจ้าหน้าที่การเงินทหารรายละ 50 บาท เหลือกำไรรายละ 550 บาท เช่นนี้ มีปัญหาน่าพิจารณาว่าแท้จริงแล้วจะเป็นการให้กู้ยืมอย่างหนึ่งซึ่งคำนวณแล้วเท่ากับโจทก์คิดดอกเบี้ยจากทหารที่ขายเบี้ยเลี้ยงให้แก่จำเลยในอัตราสูงถึงร้อยละ 30 ต่อเดือน ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (1) ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 654 ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 30/2543 หรือไม่ ธานิศ เกศวพิทักษ์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000886.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547