คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4159/2547 ฉบับเต็ม

#411227
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4159/2547 พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ โจทก์ นายพงษ์ธร วันศิริกิจ จำเลย ป.อ. มาตรา 91 พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 48, มาตรา 69, มาตรา 73 ความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ส่วนความผิดฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1) ความผิดทั้งสองฐานอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกันได้ แม้จำเลยจะมีไม้ของกลางไว้ในครอบครองคราวเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบทไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 48, 69, 73, 74, 74 จัตวา ริบของกลาง และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี มีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับนั้น เนื่องจากศาลมิได้ลงโทษปรับจึงให้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี มีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ส่วนความผิดฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1) ความผิดทั้งสองฐานอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกันได้แม้จำเลยจะมีไม้ของกลางไว้ในครอบครองคราวเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยตามที่ปรากฏในคำฟ้องจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีไม้สักแปรรูป จำนวน 10 แผ่น ปริมาตร 0.10 ลูกบาศก์เมตร และไม้สักอันยังมิได้แปรรูป จำนวน 44 ท่อน ปริมาตร 2.27 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ นับเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจโดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สมชาย พงษธา-สบโชค สุขารมณ์-เรวัตร อิศราภรณ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การพิจารณาเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือต่างกรรมกันนั้น เมื่อศึกษาตามแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแล้วยังไม่สามารถจับหลักได้แน่นอน เช่น 1. พิจารณาจากเจตนาเดียวถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4123/2543 จำเลยลักธนาณัติของโจทก์ร่วมเป็นนายจ้างไปแล้วปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในช่องผู้รับมอบฉันทะให้รับเงินแทนและนำธนาณัติไปยื่นต่อพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขเพื่อให้จ่ายเงินตามธนาณัติ เป็นการที่จำเลยได้กระทำการทั้งหลายอย่างต่อเนื่องกันโดยจำเลยมีเจตนาอย่างเดียวคือให้พนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขหลงเชื่อว่าเอกสารต่างๆ ที่จำเลยได้ทำปลอมขึ้นเป็นเอกสารที่แท้จริงเพื่อจะได้จ่ายเงินตามจำนวนในธนาณัติให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ธนาณัติของโจทก์ร่วมกับฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยจำเลยเป็นปลอมเอกสารเองต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวและเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งต้องลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1374/2545 วินิจฉัยเดินตามว่า จำเลยลักสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ ป. ไป แล้วปลอมลายมือชื่อ ป. ในใบถอนเงินของธนาคารโจทก์ร่วม แล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไปแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมและรับเงินไป เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมเป็นหลัก ซึ่งแม้การกระทำนั้นๆ จะเป็นความผิด แต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 614/2535 กลับวินิจฉัยว่า จำเลยลักแบบพิมพ์เช็คและปลอมเช็คและใช้เช็คปลอมดังกล่าว มีเจตนาแยกต่างหากจากกันได้ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดต่างกรรมกัน 2. การกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3668/2545 การที่จำเลยกับพวกขึ้นไปบนบ้านผู้เสียหายที่ 1 แล้วจับ แขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านพาไปข่มขืนกระทำชำเราเป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอน และจำเลยกระทำไปโดยเจตนาเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราจึงไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่เมื่อกระทบกระเทือนต่อผู้เสียหายอีกคนหนึ่ง ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2277/2539 การที่ผู้เสียหายขออนุญาตมารดาไปนอนค้างที่บ้านน้องสาว ศ. ยังถือไม่ได้ว่าพ้นจากอำนาจปกครองของบิดามารดา เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายย่อมเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายจึงมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร และการที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราหลังจากนั้น เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จะเห็นได้ว่าคดีนี้จำเลยก็มีเจตนาเดียวคือต้องการข่มขืนกระทำชำเราและกระทำต่อเนื่องจากผู้เสียหายต่างคนกัน สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานตลอดมาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือเมื่อมีการตัดต้นไม้เป็นความผิดฐานทำไม้กรรมหนึ่ง เมื่อตัดต้นไม้เป็นท่อนเป็นความผิดฐานมีไม้ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองอีกกรรมหนึ่ง เมื่อแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่ง และฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองอีกกรรมหนึ่ง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8297/2540 คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ได้วินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว แต่จะเห็นได้ว่าในการกระทำความผิดนั้นจำเลยมีเจตนาที่จะนำไม้แปรรูปไปใช้เท่านั้น การที่จะได้ไม้แปรรูปดังกล่าวจะต้องมีการตัดฟันต้นไม้ แล้วรอนกิ่งตัดเป็นท่อน จากนั้นจึงนำมาแปรรูปเป็นการกระทำต่อวัตถุเพียงอย่างเดียวคือต้นไม้ ทั้งการกระทำเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกัน ด้วยเหตุนี้การกระทำของจำเลยน่าจะเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411227
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039351"
    }
}
date
2547
deka_no
4159/2547
deka_running_no
4159
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "เรวัตร อิศราภรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าไม้",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าไม้",
        "sections": [
            "ม. 48",
            "ม. 69",
            "ม. 73"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพงษ์ธร วันศิริกิจ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 48, 69, 73, 74, 74 จัตวา ริบของกลาง และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี มีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับนั้น เนื่องจากศาลมิได้ลงโทษปรับจึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี มีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (1) ส่วนความผิดฐานมีไม้สักอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1) ความผิดทั้งสองฐานอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกันได้แม้จำเลยจะมีไม้ของกลางไว้ในครอบครองคราวเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยตามที่ปรากฏในคำฟ้องจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีไม้สักแปรรูป จำนวน 10 แผ่น ปริมาตร 0.10 ลูกบาศก์เมตร และไม้สักอันยังมิได้แปรรูป จำนวน 44 ท่อน ปริมาตร 2.27 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ นับเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจโดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การพิจารณาเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือต่างกรรมกันนั้น เมื่อศึกษาตามแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแล้วยังไม่สามารถจับหลักได้แน่นอน เช่น 1. พิจารณาจากเจตนาเดียวถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4123/2543 จำเลยลักธนาณัติของโจทก์ร่วมเป็นนายจ้างไปแล้วปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในช่องผู้รับมอบฉันทะให้รับเงินแทนและนำธนาณัติไปยื่นต่อพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขเพื่อให้จ่ายเงินตามธนาณัติ เป็นการที่จำเลยได้กระทำการทั้งหลายอย่างต่อเนื่องกันโดยจำเลยมีเจตนาอย่างเดียวคือให้พนักงานของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขหลงเชื่อว่าเอกสารต่างๆ ที่จำเลยได้ทำปลอมขึ้นเป็นเอกสารที่แท้จริงเพื่อจะได้จ่ายเงินตามจำนวนในธนาณัติให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ธนาณัติของโจทก์ร่วมกับฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยจำเลยเป็นปลอมเอกสารเองต้องลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวและเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งต้องลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1374/2545 วินิจฉัยเดินตามว่า จำเลยลักสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ ป. ไป แล้วปลอมลายมือชื่อ ป. ในใบถอนเงินของธนาคารโจทก์ร่วม แล้วนำสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไปแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมและรับเงินไป เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมเป็นหลัก ซึ่งแม้การกระทำนั้นๆ จะเป็นความผิด แต่ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 614/2535 กลับวินิจฉัยว่า จำเลยลักแบบพิมพ์เช็คและปลอมเช็คและใช้เช็คปลอมดังกล่าว มีเจตนาแยกต่างหากจากกันได้ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดต่างกรรมกัน 2. การกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3668/2545 การที่จำเลยกับพวกขึ้นไปบนบ้านผู้เสียหายที่ 1 แล้วจับ แขนผู้เสียหายที่ 2 ลากลงจากบ้านพาไปข่มขืนกระทำชำเราเป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันไม่ขาดตอน และจำเลยกระทำไปโดยเจตนาเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราจึงไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่เมื่อกระทบกระเทือนต่อผู้เสียหายอีกคนหนึ่ง ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2277/2539 การที่ผู้เสียหายขออนุญาตมารดาไปนอนค้างที่บ้านน้องสาว ศ. ยังถือไม่ได้ว่าพ้นจากอำนาจปกครองของบิดามารดา เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปเพื่อข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายย่อมเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้เสียหายจึงมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร และการที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราหลังจากนั้น เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จะเห็นได้ว่าคดีนี้จำเลยก็มีเจตนาเดียวคือต้องการข่มขืนกระทำชำเราและกระทำต่อเนื่องจากผู้เสียหายต่างคนกัน สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานตลอดมาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือเมื่อมีการตัดต้นไม้เป็นความผิดฐานทำไม้กรรมหนึ่ง เมื่อตัดต้นไม้เป็นท่อนเป็นความผิดฐานมีไม้ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองอีกกรรมหนึ่ง เมื่อแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกรรมหนึ่ง และฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองอีกกรรมหนึ่ง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8297/2540 คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ได้วินิจฉัยเดินตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว แต่จะเห็นได้ว่าในการกระทำความผิดนั้นจำเลยมีเจตนาที่จะนำไม้แปรรูปไปใช้เท่านั้น การที่จะได้ไม้แปรรูปดังกล่าวจะต้องมีการตัดฟันต้นไม้ แล้วรอนกิ่งตัดเป็นท่อน จากนั้นจึงนำมาแปรรูปเป็นการกระทำต่อวัตถุเพียงอย่างเดียวคือต้นไม้ ทั้งการกระทำเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกัน ด้วยเหตุนี้การกระทำของจำเลยน่าจะเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000889.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547