คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2367/2544 ฉบับเต็ม

#41123
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2367/2544 นายบรรจง หงส์วิเศษชัย กับพวก โจทก์ กรมทางหลวง จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 มาตรา 26 วรรคสาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯมาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินทดแทนนั้น เมื่อศาลวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่ม การรับผิดชำระดอกเบี้ยจึงต้องนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนหาใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยหรือไม่ และหนังสือของจำเลยที่แจ้งโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทนไม่ระบุว่าให้ไปรับเงินวันใดแต่ได้ความว่าจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539 จึงถือได้ว่าเป็นวันที่จำเลยวางเงินค่าทดแทนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่ดิน ส่วนที่เพิ่มนับแต่วันนั้น ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการค้าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง โดยมีร้านค้าชื่อ อ.วิเศษชัยค้าวัสดุ ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์เลขที่ 39/12 ปลูกสร้างลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112และ 9113 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานครเนื้อที่ 186 ตารางวา และ 199 ตารางวา ตามลำดับ ถูกเวนคืนทั้งหมดเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี)บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) จำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนอาคารพาณิชย์เป็นเงิน 1,705,754 บาท (น่าจะเป็น1,785,754) กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 ในราคาตารางวาละ 15,000 บาท เป็นเงิน 2,790,000 บาท และกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9113 ในราคาตารางวาละ 40,000บาท เป็นเงิน 7,960,000 บาท โจทก์ทั้งสามได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวแล้วพร้อมยื่นอุทธรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 เพิ่มเป็นตารางวาละ 30,000 บาท เป็นเงิน 2,790,000 บาท และโฉนดเลขที่ 9113 เป็นตารางวาละ 52,500 บาท เป็นเงิน 2,487,500บาท ส่วนสิ่งปลูกสร้างยังมิได้รับการพิจารณา โจทก์ทั้งสามเห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่เป็นธรรมเพราะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสามมีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลบังคับใช้ไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 77,000,000 บาทจำเลยต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีก 60,972,500 บาทส่วนอาคารพาณิชย์ โจทก์ทั้งสามขอเงินค่าทดแทนเพิ่มอีกเพียง1,000,000 บาท และขอคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินร้อยละ 10.75ต่อปี ของเงินค่าทดแทนเพิ่มทั้งหมด 61,972,500 บาท นับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2539 ซึ่งเป็นวันอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,772,384.37 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 69,744,884.37 บาท แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินจากเงินค่าทดแทนที่จะต้องชำระนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ทั้งสามถูกต้องแล้ว นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9113 เป็นตารางวาละ 52,500 บาทและเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 เป็นตารางวาละ30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในปี 2536 นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสาม ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มและจำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 12,847,500บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คำขออื่นและฟ้องโจทก์ที่ 3 ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 และ9113 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่186 ตารางวา และ 199 ตารางวา ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืออาคารพาณิชย์เลขที่ 39/12 ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตที่ดินที่จะถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1(วังน้อย) พ.ศ. 2536 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เป็นเงิน1,785,754 บาท กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112ในราคาตารางวาละ 15,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 9113ราคาตารางวาละ 40,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินสิ่งปลูกสร้างและค่าทดแทนพืชผลทั้งสิ้น 12,541,354 บาทซึ่งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ที่ 1 และที่ 2ไม่พอใจจึงอุทธรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาอุทธรณ์แล้วกำหนดให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 เพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 30,000 บาทที่ดินโฉนดเลขที่ 9113 เพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 52,500 บาทโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มครบถ้วนแล้วปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นตารางวาละ 75,000บาท เท่ากัน เหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า...ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตารางวาละ75,000 บาท เท่ากันทั้งสองแปลงนั้นเป็นราคาที่สูงเกินไปเงินค่าทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2ผู้ถูกเวนคืนและสังคมควรเป็นตารางวาละ 65,000 บาท เท่ากันทั้งสองแปลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ที่ 1และที่ 2 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มนับแต่วันใด เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" ดังนั้น เมื่อศาลวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่ม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทน หาใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยหรือไม่ และหนังสือของจำเลยที่แจ้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2ได้ไปรับเงินค่าทดแทนไม่ระบุว่าให้ไปรับเงินวันใด แต่ได้ความว่าจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 20มิถุนายน 2539 วันดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นวันที่จำเลยวางเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มนับแต่วันที่ 20มิถุนายน 2539 ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 8,997,500บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับตั้งแต่วันที่ 20มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สุเทพ เจตนาการณ์กุล-วิชัย ชื่นชมพูนุท-วิชัย วิสิทธวงศ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ หากมีการอุทธรณ์แล้วรัฐมนตรีวินิจฉัยเพิ่มค่าทดแทนให้ก็ดี หรือมีการฟ้องร้องแล้วศาลวินิจฉัยเพิ่มค่าทดแทนให้ก็ดี ตามมาตรา 26 วรรคท้ายของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น มีปัญหาในทางปฏิบัติว่า วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นคือวันใดตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้ 1. กรณีทำสัญญาซื้อขายกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนคือวันที่นับจากวันทำสัญญาซื้อขายกันไป 120 วัน วันที่ครบ 120 วัน คือ วันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทน กล่าวคือ ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 นับแต่วันดังกล่าวไป 120 วันซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่เวนคืนจะต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกเวนคืน คือวันที่ 3 เมษายน 2537(ที่ถูก 4 มีนาคม 2537)ดังนั้น ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม2537(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 462/2541) 2. กรณีที่ไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายต่อกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีนี้มิได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 จึงต้องดูว่า เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนไปรับเงินค่าทดแทนเมื่อใดหากผู้ถูกเวนคืนไม่ไปรับเงินภายในกำหนด เจ้าหน้าที่เวนคืนจะต้องนำเงินค่าทดแทนไปวางต่อศาลหรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของผู้ถูกเวนคืนตามมาตรา 28 วรรคสอง ซึ่งเท่ากับว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนต้องนำเงินค่าทดแทนไปวางในวันถัดจากวันครบกำหนดตามหนังสือแจ้งให้ไปรับเงิน เช่น เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนไปรับเงินค่าทดแทนภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหนังสือ(หนังสือลงวันที่ 4 ธันวาคม 2532) หากไม่ไปรับเงินภายในกำหนดเจ้าหน้าที่เวนคืนจะต้องนำเงินค่าทดแทนไปวางศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของผู้ถูกเวนคืนในวันถัดจากวันครบกำหนด 15 วัน คือวันที่ 20ธันวาคม 2532 ดังนั้น วันที่ 20 ธันวาคม 2532 จึงเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7265/2540) 3. กรณีที่ผู้ถูกเวนคืนกับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมกัน ถือเป็นการตกลงตามมาตรา 10 ดังนั้น นับแต่วันดังกล่าวไปอีก 120 วัน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่เวนคืนจะต้องจ่ายเงินตามบันทึกข้อตกลงยินยอมให้แก่โจทก์ ถือเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทน เช่น ผู้ถูกเวนคืนและเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2536 นับแต่วันดังกล่าวไป120 วัน เป็นวันสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่เวนคืนจะต้องจ่ายเงินตามบันทึกดังกล่าวคือวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ถือเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินผู้ถูกเวนคืนจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7420/2540) 4. กรณีไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกันและผู้ถูกเวนคืนไม่ได้รับเงินค่าทดแทนเจ้าหน้าที่เวนคืนได้นำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินในชื่อของผู้ถูกเวนคืน โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งผู้ถูกเวนคืนให้มารับเงินเมื่อใด วันที่ต้องวางเงินค่าทดแทนต้องถือวันที่ลงในหนังสือที่เจ้าหน้าที่เวนคืนแจ้งการวางเงินค่าทดแทนไปยังผู้ถูกเวนคืน เช่น เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือลงวันที่ 28กันยายน 2536 แจ้งการวางเงินค่าทดแทนไปให้ผู้ถูกเวนคืนทราบโดยไม่ได้ความว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนมารับเงินเมื่อใด ต้องถือว่าวันที่ 28 กันยายน 2536 เป็นวันที่ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเป็นต้นไป (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7644/2540) 4. กรณีไม่มีการทำสัญญาซื้อขาย และไม่มีหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนคงมีแต่หนังสือแจ้งให้ไปติดต่อทำสัญญารับเงินค่าทดแทนจากฝ่ายจำเลยภายใน 60 วัน จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 วัน วางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสุดท้าย และมาตรา 28 วรรคสอง คือวันที่สิ้นสุด 60 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือของฝ่ายจำเลยให้ไปติดต่อทำสัญญารับเงินค่าทดแทน และเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อใด ก็ต้องถือว่าวันเดือนปีที่ออกหนังสือดังกล่าวเป็นวันเริ่มต้นนับกำหนดเวลาให้โจทก์ไปติดต่อทำสัญญารับเงินค่าทดแทนจากฝ่ายจำเลยภายใน 60 วัน จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปติดต่อทำสัญญารับเงินค่าทดแทน ลงวันที่ 12พฤษภาคม 2536 สิ้นสุด 60 วัน ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2536วันวางเงินค่าทดแทนจึงเป็นวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 12 กรกฎาคม2536 ดังนั้น วันเริ่มคิดดอกเบี้ยเงินค่าทดแทนเพิ่มจึงเป็นวันที่ 12กรกฎาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าฝ่ายจำเลยจะชำระค่าทดแทนเสร็จ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3041/2541) ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย และหนังสือของจำเลยที่แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนไม่ระบุว่าให้ไปรับเงินวันใด แต่ได้ความว่าจำเลยโอนเงินค่าทดแทนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เมื่อวันที่ 20มิถุนายน 2539 จึงถือได้ว่าเป็นวันที่จำเลยวางเงินค่าทดแทนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มนับแต่วันดังกล่าว จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นทำให้เกิดความสับสนว่าวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทน และวันที่วางเงินค่าทดแทนมีได้หลายวัน และไม่แน่นอนว่าเป็นวันใด ผู้หมายเหตุเห็นว่าวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทน และวันที่วางเงินค่าทดแทนจะต้องมีหลักเกณฑ์เหมือนกัน กล่าวคือวันที่ต้องมีการจ่ายเงินในกรณีที่ผู้ถูกเวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าหน้าที่เวนคืน และได้รับเงินค่าทดแทนไปจากเจ้าหน้าที่เวนคืนแล้วโดยได้รับเงินไปวันใด วันนั้นก็ถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่าย กรณีที่ทำสัญญาซื้อขายกันแต่ผู้ถูกเวนคืนไม่ไปรับเงินตามหนังสือแจ้งหรือกรณีที่ไม่มีการทำสัญญาซื้อขายกัน เจ้าหน้าที่เวนคืนได้นำเงินค่าทดแทนไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน ต้องถือว่าวันที่วางศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินเป็นวันวางเงินค่าทดแทน เหตุที่ถือวันที่รับเงินตามสัญญาซื้อขายหรือการวางเงินค่าทดแทนเป็นวันคิดดอกเบี้ยนั้น สืบเนื่องมาจากมาตรา 11 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้ถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นับแต่วันที่มีการชำระเงินเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เวนคืนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์และครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้ถูกเวนคืนได้ นอกจากนี้ตามมาตรา 13 วรรคสอง บัญญัติให้มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนแล้ว เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นได้และมาตรา 16 บัญญัติให้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เวนคืนตกเป็นของเจ้าหน้าที่นับแต่วันที่พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ใช้บังคับ แต่เจ้าหน้าที่จะมีสิทธิเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นได้ก็ต่อเมื่อได้มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนแล้วและเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ หากเจ้าหน้าที่เวนคืนจ่ายค่าทดแทนถูกต้องมาแต่แรก ผู้ถูกเวนคืนย่อมได้รับประโยชน์จากเงินค่าทดแทนตั้งแต่วันที่มีการจ่ายเงินหรือวางเงินค่าทดแทน ดังนั้น เมื่อมีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้ผู้ถูกเวนคืนรับไปหรือว่ามีการวางเงินค่าทดแทนเมื่อใด ผู้ถูกเวนคืนย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น ศาลก็ต้องพิพากษาให้ผู้ถูกเวนคืนได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนส่วนจะเป็นวันใดให้ปล่อยไปเป็นเรื่องชั้นบังคับคดี เช่นเดียวกับดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินที่ให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินมิใช่อัตราตายตัว จึงมิต้องกำหนดไว้ในคำพิพากษา เว้นแต่ข้อเท็จจริงยุติแล้วและเป็นประเด็นโต้แย้งกันโดยตรง ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41123
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065492"
    }
}
date
2544
deka_no
2367/2544
deka_running_no
2367
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "วิชัย ชื่นชมพูนุท",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477",
        "sections": [
            "ม. 26 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายบรรจง หงส์วิเศษชัย กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมทางหลวง"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการค้าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง โดยมีร้านค้าชื่อ อ.วิเศษชัยค้าวัสดุ ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์เลขที่ 39/12 ปลูกสร้างลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112และ 9113 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานครเนื้อที่ 186 ตารางวา และ 199 ตารางวา ตามลำดับ ถูกเวนคืนทั้งหมดเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี)บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) จำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนอาคารพาณิชย์เป็นเงิน 1,705,754 บาท (น่าจะเป็น1,785,754) กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 ในราคาตารางวาละ 15,000 บาท เป็นเงิน 2,790,000 บาท และกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9113 ในราคาตารางวาละ 40,000บาท เป็นเงิน 7,960,000 บาท โจทก์ทั้งสามได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวแล้วพร้อมยื่นอุทธรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 เพิ่มเป็นตารางวาละ 30,000 บาท เป็นเงิน 2,790,000 บาท และโฉนดเลขที่ 9113 เป็นตารางวาละ 52,500 บาท เป็นเงิน 2,487,500บาท ส่วนสิ่งปลูกสร้างยังมิได้รับการพิจารณา โจทก์ทั้งสามเห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่เป็นธรรมเพราะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสามมีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลบังคับใช้ไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 77,000,000 บาทจำเลยต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มอีก 60,972,500 บาทส่วนอาคารพาณิชย์ โจทก์ทั้งสามขอเงินค่าทดแทนเพิ่มอีกเพียง1,000,000 บาท และขอคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินร้อยละ 10.75ต่อปี ของเงินค่าทดแทนเพิ่มทั้งหมด 61,972,500 บาท นับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2539 ซึ่งเป็นวันอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,772,384.37 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 69,744,884.37 บาท แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินจากเงินค่าทดแทนที่จะต้องชำระนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ทั้งสามถูกต้องแล้ว นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9113 เป็นตารางวาละ 52,500 บาทและเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 เป็นตารางวาละ30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในปี 2536 นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสาม ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มและจำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 12,847,500บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คำขออื่นและฟ้องโจทก์ที่ 3 ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 และ9113 แขวงคันนายาว เขตบึงกุ่ม (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่186 ตารางวา และ 199 ตารางวา ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืออาคารพาณิชย์เลขที่ 39/12 ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตที่ดินที่จะถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1(วังน้อย) พ.ศ. 2536 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เป็นเงิน1,785,754 บาท กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112ในราคาตารางวาละ 15,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 9113ราคาตารางวาละ 40,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินสิ่งปลูกสร้างและค่าทดแทนพืชผลทั้งสิ้น 12,541,354 บาทซึ่งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ที่ 1 และที่ 2ไม่พอใจจึงอุทธรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาอุทธรณ์แล้วกำหนดให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 เพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 30,000 บาทที่ดินโฉนดเลขที่ 9113 เพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 52,500 บาทโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มครบถ้วนแล้วปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นตารางวาละ 75,000บาท เท่ากัน เหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า...ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตารางวาละ75,000 บาท เท่ากันทั้งสองแปลงนั้นเป็นราคาที่สูงเกินไปเงินค่าทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2ผู้ถูกเวนคืนและสังคมควรเป็นตารางวาละ 65,000 บาท เท่ากันทั้งสองแปลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ที่ 1และที่ 2 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มนับแต่วันใด เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น" ดังนั้น เมื่อศาลวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่ม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทน หาใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยหรือไม่ และหนังสือของจำเลยที่แจ้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2ได้ไปรับเงินค่าทดแทนไม่ระบุว่าให้ไปรับเงินวันใด แต่ได้ความว่าจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 20มิถุนายน 2539 วันดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นวันที่จำเลยวางเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มนับแต่วันที่ 20มิถุนายน 2539 ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 8,997,500บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับตั้งแต่วันที่ 20มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ หากมีการอุทธรณ์แล้วรัฐมนตรีวินิจฉัยเพิ่มค่าทดแทนให้ก็ดี หรือมีการฟ้องร้องแล้วศาลวินิจฉัยเพิ่มค่าทดแทนให้ก็ดี ตามมาตรา 26 วรรคท้ายของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น มีปัญหาในทางปฏิบัติว่า วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นคือวันใดตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้ 1. กรณีทำสัญญาซื้อขายกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนคือวันที่นับจากวันทำสัญญาซื้อขายกันไป 120 วัน วันที่ครบ 120 วัน คือ วันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทน กล่าวคือ ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 นับแต่วันดังกล่าวไป 120 วันซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่เวนคืนจะต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกเวนคืน คือวันที่ 3 เมษายน 2537(ที่ถูก 4 มีนาคม 2537)ดังนั้น ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม2537(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 462/2541) 2. กรณีที่ไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายต่อกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีนี้มิได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 จึงต้องดูว่า เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนไปรับเงินค่าทดแทนเมื่อใดหากผู้ถูกเวนคืนไม่ไปรับเงินภายในกำหนด เจ้าหน้าที่เวนคืนจะต้องนำเงินค่าทดแทนไปวางต่อศาลหรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของผู้ถูกเวนคืนตามมาตรา 28 วรรคสอง ซึ่งเท่ากับว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนต้องนำเงินค่าทดแทนไปวางในวันถัดจากวันครบกำหนดตามหนังสือแจ้งให้ไปรับเงิน เช่น เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนไปรับเงินค่าทดแทนภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหนังสือ(หนังสือลงวันที่ 4 ธันวาคม 2532) หากไม่ไปรับเงินภายในกำหนดเจ้าหน้าที่เวนคืนจะต้องนำเงินค่าทดแทนไปวางศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของผู้ถูกเวนคืนในวันถัดจากวันครบกำหนด 15 วัน คือวันที่ 20ธันวาคม 2532 ดังนั้น วันที่ 20 ธันวาคม 2532 จึงเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7265/2540) 3. กรณีที่ผู้ถูกเวนคืนกับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมกัน ถือเป็นการตกลงตามมาตรา 10 ดังนั้น นับแต่วันดังกล่าวไปอีก 120 วัน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่เวนคืนจะต้องจ่ายเงินตามบันทึกข้อตกลงยินยอมให้แก่โจทก์ ถือเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทน เช่น ผู้ถูกเวนคืนและเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2536 นับแต่วันดังกล่าวไป120 วัน เป็นวันสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่เวนคืนจะต้องจ่ายเงินตามบันทึกดังกล่าวคือวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ถือเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินผู้ถูกเวนคืนจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7420/2540) 4. กรณีไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกันและผู้ถูกเวนคืนไม่ได้รับเงินค่าทดแทนเจ้าหน้าที่เวนคืนได้นำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินในชื่อของผู้ถูกเวนคืน โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งผู้ถูกเวนคืนให้มารับเงินเมื่อใด วันที่ต้องวางเงินค่าทดแทนต้องถือวันที่ลงในหนังสือที่เจ้าหน้าที่เวนคืนแจ้งการวางเงินค่าทดแทนไปยังผู้ถูกเวนคืน เช่น เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือลงวันที่ 28กันยายน 2536 แจ้งการวางเงินค่าทดแทนไปให้ผู้ถูกเวนคืนทราบโดยไม่ได้ความว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนมารับเงินเมื่อใด ต้องถือว่าวันที่ 28 กันยายน 2536 เป็นวันที่ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเป็นต้นไป (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7644/2540) 4. กรณีไม่มีการทำสัญญาซื้อขาย และไม่มีหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนคงมีแต่หนังสือแจ้งให้ไปติดต่อทำสัญญารับเงินค่าทดแทนจากฝ่ายจำเลยภายใน 60 วัน จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 วัน วางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสุดท้าย และมาตรา 28 วรรคสอง คือวันที่สิ้นสุด 60 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือของฝ่ายจำเลยให้ไปติดต่อทำสัญญารับเงินค่าทดแทน และเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อใด ก็ต้องถือว่าวันเดือนปีที่ออกหนังสือดังกล่าวเป็นวันเริ่มต้นนับกำหนดเวลาให้โจทก์ไปติดต่อทำสัญญารับเงินค่าทดแทนจากฝ่ายจำเลยภายใน 60 วัน จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปติดต่อทำสัญญารับเงินค่าทดแทน ลงวันที่ 12พฤษภาคม 2536 สิ้นสุด 60 วัน ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2536วันวางเงินค่าทดแทนจึงเป็นวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 12 กรกฎาคม2536 ดังนั้น วันเริ่มคิดดอกเบี้ยเงินค่าทดแทนเพิ่มจึงเป็นวันที่ 12กรกฎาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าฝ่ายจำเลยจะชำระค่าทดแทนเสร็จ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3041/2541) ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลย และหนังสือของจำเลยที่แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนไม่ระบุว่าให้ไปรับเงินวันใด แต่ได้ความว่าจำเลยโอนเงินค่าทดแทนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เมื่อวันที่ 20มิถุนายน 2539 จึงถือได้ว่าเป็นวันที่จำเลยวางเงินค่าทดแทนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เพิ่มนับแต่วันดังกล่าว จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นทำให้เกิดความสับสนว่าวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทน และวันที่วางเงินค่าทดแทนมีได้หลายวัน และไม่แน่นอนว่าเป็นวันใด ผู้หมายเหตุเห็นว่าวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทน และวันที่วางเงินค่าทดแทนจะต้องมีหลักเกณฑ์เหมือนกัน กล่าวคือวันที่ต้องมีการจ่ายเงินในกรณีที่ผู้ถูกเวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าหน้าที่เวนคืน และได้รับเงินค่าทดแทนไปจากเจ้าหน้าที่เวนคืนแล้วโดยได้รับเงินไปวันใด วันนั้นก็ถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่าย กรณีที่ทำสัญญาซื้อขายกันแต่ผู้ถูกเวนคืนไม่ไปรับเงินตามหนังสือแจ้งหรือกรณีที่ไม่มีการทำสัญญาซื้อขายกัน เจ้าหน้าที่เวนคืนได้นำเงินค่าทดแทนไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในชื่อของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทน ต้องถือว่าวันที่วางศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินเป็นวันวางเงินค่าทดแทน เหตุที่ถือวันที่รับเงินตามสัญญาซื้อขายหรือการวางเงินค่าทดแทนเป็นวันคิดดอกเบี้ยนั้น สืบเนื่องมาจากมาตรา 11 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้ถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นับแต่วันที่มีการชำระเงินเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เวนคืนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์และครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้ถูกเวนคืนได้ นอกจากนี้ตามมาตรา 13 วรรคสอง บัญญัติให้มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนแล้ว เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นได้และมาตรา 16 บัญญัติให้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เวนคืนตกเป็นของเจ้าหน้าที่นับแต่วันที่พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ใช้บังคับ แต่เจ้าหน้าที่จะมีสิทธิเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นได้ก็ต่อเมื่อได้มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนแล้วและเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ หากเจ้าหน้าที่เวนคืนจ่ายค่าทดแทนถูกต้องมาแต่แรก ผู้ถูกเวนคืนย่อมได้รับประโยชน์จากเงินค่าทดแทนตั้งแต่วันที่มีการจ่ายเงินหรือวางเงินค่าทดแทน ดังนั้น เมื่อมีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้ผู้ถูกเวนคืนรับไปหรือว่ามีการวางเงินค่าทดแทนเมื่อใด ผู้ถูกเวนคืนย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น ศาลก็ต้องพิพากษาให้ผู้ถูกเวนคืนได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนส่วนจะเป็นวันใดให้ปล่อยไปเป็นเรื่องชั้นบังคับคดี เช่นเดียวกับดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินที่ให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินมิใช่อัตราตายตัว จึงมิต้องกำหนดไว้ในคำพิพากษา เว้นแต่ข้อเท็จจริงยุติแล้วและเป็นประเด็นโต้แย้งกันโดยตรง ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001122.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544