คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2547 ฉบับเต็ม

#411236
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2547 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์ สิบตำรวจตรีหญิงกาญจนา สุขศรี โจทก์ร่วม สิบตำรวจตรีสำราญ สมฤทธิ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 278 คำว่า "อนาจาร" มีความหมายว่าเป็นการกระทำต่อเนื้อตัวบุคคลที่ไม่สมควรทางเพศซึ่งมิได้หมายความเฉพาะการประเวณีหรือความใคร่เท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำให้อับอายขายหน้าในทางเพศด้วย การที่จำเลยกอดเอวโจทก์ร่วม จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมเช่นนั้นจึงเป็นการกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278 แม้บางตอนจำเลยจะได้กระทำขณะอยู่ในรถยนต์กระบะแต่การที่จำเลยจับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพักของโรงแรมขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมเช่นนั้นเป็นการกระทำโดยเปิดเผยในที่ซึ่งอาจมีคนเห็นได้ แม้ไม่มีผู้ใดเห็นในขณะกระทำนั้นก็เป็นธารกำนัลแล้ว เพราะการกระทำต่อหน้าธารกำนัลมิได้หมายความเฉพาะแต่กระทำโดยประการที่ให้บุคคลอื่นได้เห็นโดยแท้จริงเท่านั้น เพียงแต่กระทำในลักษณะที่เปิดเผยให้บุคคลอื่นสามารถเห็นได้ก็เป็นต่อหน้าธารกำนัลแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล จึงเป็นความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 281 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา สิบตำรวจตรีหญิงกาญจนา สุขศรี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 จำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจทำงานอยู่ที่เดียวกันและรู้จักกันประมาณ 20 วัน คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์กระบะพาโจทก์ร่วมไปรับประทานอาหารและดื่มเบียร์จนเวลาประมาณ 1 นาฬิกา จึงพากลับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัลหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อออกจากร้านอาหารระหว่างทางจำเลยบอกว่าเมาขับรถไม่ไหวจะต้องพักโรงแรม พยานจึงขอลงจากรถขณะที่รถจะเลี้ยวเข้าโรงแรมเกรซอินน์ จำเลยได้ดึงแขนและกอดเอวพยาน พยานดิ้นจนหลุดและลงจากรถ แต่จำเลยยังคงจับแขนพยานและดึงพยานเข้าไปในรถอีก จำเลยขับรถข้าไปจอดในโรงแรมและบอกพนักงานโรงแรมว่าขอเปิดห้องพัก ขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมซึ่งยืนอยู่ห่างประมาณ 3 เมตร มีแสงไฟฟ้าภายในโรงแรมพอมองเห็นได้ จำเลยกับพยานนั่งอยู่ในรถ จำเลยได้จับมือพยานไว้ พยานบอกพนักงานโรงแรมไม่ให้เปิดห้องและดิ้นจนหนีลงจากรถได้ จำเลยจึงลงจากรถมาดึงแขนพยานให้เข้าไปในห้องเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราพยาน แต่เมื่อพนักงานโรงแรมไม่เปิดห้องเพราะพยานไม่ยินยอม จำเลยจึงขับรถพาพยานออกไป ระหว่างทางพยานหนีลงจากรถของจำเลยได้ จึงวิ่งไปขึ้นรถแท็กซี่กลับที่พัก เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นหญิงสาว ประกอบอาชีพมีหลักฐานมั่นคงหากไม่เป็นความจริงคงไม่นำเรื่องที่น่าละอายไปเล่าให้คนอื่นฟังนอกจากโจทก์ร่วมแล้วยังมีนายกิจจา ราชการดี คนขับรถแท็กซี่คันที่รับโจทก์ร่วมพาหนีจากจำเลยในคืนเกิดเหตุ และมีร้อยตำรวจเอกโยธิน เธียรสุขสันต์ พนักงานสอบสวนซึ่งได้สอบปากคำนายบัญชัย ขันเงิน พนักงานโรงแรมเกรซอินน์ไว้ ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานจำเลยซึ่งปฏิเสธลอยๆ ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคืนเกิดเหตุขณะจำเลยขับรถจะเลี้ยวเข้าโรงแรมเกรซอินน์ซึ่งเป็นโรงแรมม่านรูด จำเลยได้ดึงแขนและกอดเอวโจทก์ร่วมซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะตอนหน้า เมื่อจำเลยขับรถเข้าไปจอดในโรงแรมดังกล่าวและขอเปิดห้องพัก ขณะอยู่ต่อหน้านายบัญชัยพนักงานโรงแรมนั้น จำเลยได้จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพัก คำว่า "อนาจาร" มีความหมายว่าเป็นการกระทำต่อเนื้อตัวบุคคลที่ไม่สมควรทางเพศ ซึ่งมิได้หมายความเฉพาะการประเวณีหรือความใคร่เท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำให้อับอายขายหน้าในทางเพศด้วย การที่จำเลยกอดเอวโจทก์ร่วม จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมเช่นนั้น จึงเป็นการกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 แม้บางตอนจำเลยจะได้กระทำขณะอยู่ในรถยนต์กระบะ แต่การที่จำเลยจับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพักของโรงแรมขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมเช่นนั้น เป็นการกระทำโดยเปิดเผยในที่ซึ่งอาจมีคนเห็นได้ แม้ไม่มีผู้ใดเห็นในขณะกระทำนั้นก็เป็นธารกำนัลแล้ว เพราะการกระทำต่อหน้าธารกำนัลมิได้หมายความเฉพาะแต่กระทำโดยประการที่ให้บุคคลอื่นได้เห็นโดยแท้จริงเท่านั้นเพียงแต่กระทำในลักษณะที่เปิดเผยให้บุคคลอื่นสามารถเห็นได้ก็เป็นต่อหน้าธารกำนัลแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล จึงเป็นความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (จรูญวิทย์ ทองสอน-สุเทพ เจตนาการณ์กุล-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411236
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082038897"
    }
}
date
2547
deka_no
4836/2547
deka_running_no
4836
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "จรูญวิทย์ ทองสอน",
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 278"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "สิบตำรวจตรีหญิงกาญจนา สุขศรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สิบตำรวจตรีสำราญ สมฤทธิ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 281

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา สิบตำรวจตรีหญิงกาญจนา สุขศรี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจทำงานอยู่ที่เดียวกันและรู้จักกันประมาณ 20 วัน คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์กระบะพาโจทก์ร่วมไปรับประทานอาหารและดื่มเบียร์จนเวลาประมาณ 1 นาฬิกา จึงพากลับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัลหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อออกจากร้านอาหารระหว่างทางจำเลยบอกว่าเมาขับรถไม่ไหวจะต้องพักโรงแรม พยานจึงขอลงจากรถขณะที่รถจะเลี้ยวเข้าโรงแรมเกรซอินน์ จำเลยได้ดึงแขนและกอดเอวพยาน พยานดิ้นจนหลุดและลงจากรถ แต่จำเลยยังคงจับแขนพยานและดึงพยานเข้าไปในรถอีก จำเลยขับรถข้าไปจอดในโรงแรมและบอกพนักงานโรงแรมว่าขอเปิดห้องพัก ขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมซึ่งยืนอยู่ห่างประมาณ 3 เมตร มีแสงไฟฟ้าภายในโรงแรมพอมองเห็นได้ จำเลยกับพยานนั่งอยู่ในรถ จำเลยได้จับมือพยานไว้ พยานบอกพนักงานโรงแรมไม่ให้เปิดห้องและดิ้นจนหนีลงจากรถได้ จำเลยจึงลงจากรถมาดึงแขนพยานให้เข้าไปในห้องเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราพยาน แต่เมื่อพนักงานโรงแรมไม่เปิดห้องเพราะพยานไม่ยินยอม จำเลยจึงขับรถพาพยานออกไป ระหว่างทางพยานหนีลงจากรถของจำเลยได้ จึงวิ่งไปขึ้นรถแท็กซี่กลับที่พัก เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นหญิงสาว ประกอบอาชีพมีหลักฐานมั่นคงหากไม่เป็นความจริงคงไม่นำเรื่องที่น่าละอายไปเล่าให้คนอื่นฟังนอกจากโจทก์ร่วมแล้วยังมีนายกิจจา ราชการดี คนขับรถแท็กซี่คันที่รับโจทก์ร่วมพาหนีจากจำเลยในคืนเกิดเหตุ และมีร้อยตำรวจเอกโยธิน เธียรสุขสันต์ พนักงานสอบสวนซึ่งได้สอบปากคำนายบัญชัย ขันเงิน พนักงานโรงแรมเกรซอินน์ไว้ ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานจำเลยซึ่งปฏิเสธลอยๆ ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคืนเกิดเหตุขณะจำเลยขับรถจะเลี้ยวเข้าโรงแรมเกรซอินน์ซึ่งเป็นโรงแรมม่านรูด จำเลยได้ดึงแขนและกอดเอวโจทก์ร่วมซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะตอนหน้า เมื่อจำเลยขับรถเข้าไปจอดในโรงแรมดังกล่าวและขอเปิดห้องพัก ขณะอยู่ต่อหน้านายบัญชัยพนักงานโรงแรมนั้น จำเลยได้จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพัก คำว่า "อนาจาร" มีความหมายว่าเป็นการกระทำต่อเนื้อตัวบุคคลที่ไม่สมควรทางเพศ ซึ่งมิได้หมายความเฉพาะการประเวณีหรือความใคร่เท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำให้อับอายขายหน้าในทางเพศด้วย การที่จำเลยกอดเอวโจทก์ร่วม จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมเช่นนั้น จึงเป็นการกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 แม้บางตอนจำเลยจะได้กระทำขณะอยู่ในรถยนต์กระบะ แต่การที่จำเลยจับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพักของโรงแรมขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมเช่นนั้น เป็นการกระทำโดยเปิดเผยในที่ซึ่งอาจมีคนเห็นได้ แม้ไม่มีผู้ใดเห็นในขณะกระทำนั้นก็เป็นธารกำนัลแล้ว เพราะการกระทำต่อหน้าธารกำนัลมิได้หมายความเฉพาะแต่กระทำโดยประการที่ให้บุคคลอื่นได้เห็นโดยแท้จริงเท่านั้นเพียงแต่กระทำในลักษณะที่เปิดเผยให้บุคคลอื่นสามารถเห็นได้ก็เป็นต่อหน้าธารกำนัลแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล จึงเป็นความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000885.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547