คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3655/2547 ฉบับเต็ม

#411263
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3655/2547 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายธนทรัพย์ ประสพสันต์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7), มาตรา 15 ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยยักยอกเงินของร้าน ท. ซึ่งเป็นของ ส. จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แม้จะปรากฏต่อมาว่าร้าน ท. ไม่ใช่เป็นของ ส. แต่เป็นของ ต. แต่ ต. ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว ฉะนั้นประเด็นที่ว่าร้าน ท. เป็นของ ต. หรือ ส. จึงเป็นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยมิได้ยกขึ้นโต้แย้งตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานเก็บเงินร้านเท้งพานิชของนายสุชัย พรวณิช ผู้เสียหาย ได้เก็บเงินค่าผ้าจากลูกค้ารวมเป็นเงิน 5,938,720 บาท ของผู้เสียหายไว้ในครอบครองแล้วเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวของผู้เสียหายเป็นของตนเองโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,938,720 บาท แก่เจ้าของ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,938,720 บาท แก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีนี้ได้มีการร้องทุกข์โดยชอบแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่าตามฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยยักยอกเงินของร้านเท้งพานิชของนายสุชัย พรวณิช ผู้เสียหาย แต่ตามหลักฐานที่จำเลยตรวจพบภายหลังปรากฏว่าร้านเท้งพานิชเป็นของนายตี๋ แซ่ฉั่ว ฉะนั้น การที่นายสุชัยซึ่งไม่ใช่เจ้าของร้านเท้งพานิชไปร้องทุกข์ นายสุชัยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลย การร้องทุกข์ของนายสุชัยจึงไม่ชอบ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ จำเลยก็ไม่มีความผิด เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยยักยอกเงินของร้านเท้งพานิชซึ่งเป็นของนายสุชัย พรวณิช จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แม้จะปรากฏต่อมาว่าร้านเท้งพานิชไม่ใช่เป็นของนายสุชัยแต่เป็นของนายตี๋ แซ่ฉั่ว แต่ก็ปรากฏตามคำร้องขอคัดถ่ายสำเนาเอกสารของนายตี๋ลงวันที่ 24 เมษายน 2545 ว่านายตี๋ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว ฉะนั้นประเด็นที่ว่า ร้านเท้งพานิชเป็นของนายตี๋หรือนายสุชัยจึงเป็นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยมิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นโต้แย้งตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า สมควรลดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยซึ่งอาศัยความไว้วางใจของผู้เสียหายกลับฉวยโอกาสนี้ยักยอกเงินของผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก การชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายเป็นจำนวน 70,000 บาท เป็นเพียงจำนวนเล็กน้อย ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้บรรเทาผลร้ายแล้ว การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อนและมีภาระจะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะให้ศาลฎีกาลดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิบูลย์ นนทสูติ-วสันต์ ตรีสุวรรณ-สมบัติ อรรถพิมล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411263
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039781"
    }
}
date
2547
deka_no
3655/2547
deka_running_no
3655
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วิบูลย์ นนทสูติ",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ",
    "สมบัติ อรรถพิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (7)",
            "ม. 15"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธนทรัพย์ ประสพสันต์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานเก็บเงินร้านเท้งพานิชของนายสุชัย พรวณิช ผู้เสียหาย ได้เก็บเงินค่าผ้าจากลูกค้ารวมเป็นเงิน 5,938,720 บาท ของผู้เสียหายไว้ในครอบครองแล้วเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวของผู้เสียหายเป็นของตนเองโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,938,720 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,938,720 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีนี้ได้มีการร้องทุกข์โดยชอบแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่าตามฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยยักยอกเงินของร้านเท้งพานิชของนายสุชัย พรวณิช ผู้เสียหาย แต่ตามหลักฐานที่จำเลยตรวจพบภายหลังปรากฏว่าร้านเท้งพานิชเป็นของนายตี๋ แซ่ฉั่ว ฉะนั้น การที่นายสุชัยซึ่งไม่ใช่เจ้าของร้านเท้งพานิชไปร้องทุกข์ นายสุชัยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลย การร้องทุกข์ของนายสุชัยจึงไม่ชอบ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ จำเลยก็ไม่มีความผิด เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยยักยอกเงินของร้านเท้งพานิชซึ่งเป็นของนายสุชัย พรวณิช จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แม้จะปรากฏต่อมาว่าร้านเท้งพานิชไม่ใช่เป็นของนายสุชัยแต่เป็นของนายตี๋ แซ่ฉั่ว แต่ก็ปรากฏตามคำร้องขอคัดถ่ายสำเนาเอกสารของนายตี๋ลงวันที่ 24 เมษายน 2545 ว่านายตี๋ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว ฉะนั้นประเด็นที่ว่า ร้านเท้งพานิชเป็นของนายตี๋หรือนายสุชัยจึงเป็นข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยมิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นโต้แย้งตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า สมควรลดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยซึ่งอาศัยความไว้วางใจของผู้เสียหายกลับฉวยโอกาสนี้ยักยอกเงินของผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก การชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายเป็นจำนวน 70,000 บาท เป็นเพียงจำนวนเล็กน้อย ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้บรรเทาผลร้ายแล้ว การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อนและมีภาระจะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะให้ศาลฎีกาลดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000893.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547