คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3487/2551 ฉบับเต็ม

#411313
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3487/2551 นางปนัดดาหรือประกอบ สมคิดหรือซื่อตรง โจทก์ กรมที่ดิน กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ โจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้ตามหลักฐานจะปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ไปขอออกใบจับจองที่ดินพิพาทในนามของตนแต่ผู้เดียว แต่ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การที่ภายหลังโจทก์กับจำเลยที่ 3 ตกลงหย่าขาดจากกันโดยจำเลยที่ 3 ตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพียงฝ่ายเดียวเพื่อการแบ่งทรัพย์สินจึงย่อมกระทำได้ หาได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง ที่ระบุให้โอนได้เฉพาะแต่ทายาทผู้รับโอนทางมรดกไม่ ข้อตกลงการแบ่งทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ทำต่อโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นโมฆะ มีผลใช้บังคับได้ เพราะกรณีนี้เป็นการตกลงแบ่งทรัพย์ในฐานะที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์เป็นผู้เข้าทำกินในที่ดินพิพาทตลอดมา การออกโฉนดที่ดินแก่ที่ดินพิพาทในนามของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการมิชอบ เพราะควรออกให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ ศาลจึงมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบนี้เสียได้ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามใบจองเลขที่ 336 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 28982 ตำบลบ้านนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 สอบสวนและสำรวจรังวัดที่ดินตามใบจองเลขที่ 336 และออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามใบจองเลขที่ 336 ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 28982 ดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า โจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2521 ครั้นวันที่ 6 มีนาคม 2530 จำเลยที่ 3 ได้ไปขอออกใบจองในที่ดินพิพาท ต่อมาในปลายปีนั้นเองโจทก์และจำเลยที่ 3 ตกลงหย่าขาดจากกันโดยทำบันทึกหลังทะเบียนหย่าให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์คงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกเป็นสวนยางพาราเรื่อยมา จนกระทั่งปี 2535 ทางราชการได้ออกสำรวจรังวัดที่ดินเพื่อการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินในเขตที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ ปรากฏว่ามีจำเลยที่ 3 ไปดำเนินการจนทางราชการออกโฉนดในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ข้อตกลงการแบ่งทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ทำต่อโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหลักฐานจะปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ไปขอออกใบจับจองที่ดินพิพาทในนามของตนแต่ผู้เดียว แต่โจทก์ก็มีตัวโจทก์มานำสืบให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทที่ไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินจากผู้มีชื่อ ซึ่งโจทก์ระบุชื่อว่าเป็นนายวาย แต่จำนามสกุลไม่ได้ เมื่อพิจารณาประกอบหลักฐานที่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ไปแจ้งการขอใบจับจองเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2530 อันเป็นวันเวลาที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ยังมีสถานะเป็นสามีภริยากันอันนับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การที่จำเลยที่ 3 ตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพียงฝ่ายเดียวเพื่อการแบ่งทรัพย์สินจึงย่อมกระทำได้ หาได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง ที่ระบุให้โอนได้เฉพาะแต่ทายาทผู้รับโอนทางมรดกไม่ ข้อตกลงการแบ่งทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ทำต่อโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นโมฆะ มีผลใช้บังคับได้ เพราะกรณีนี้เป็นการตกลงแบ่งทรัพย์ในฐานะที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาเบื้องต้น ทางราชการจะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ทำกินในที่ดินก่อน หากสอบสวนได้ความว่าผู้มีชื่อในใบจองไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว ทางราชการจะไม่ออกโฉนดที่ดินให้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ทำกินในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 3 ย้ายไปทำกินอยู่อีกตำบลหนึ่งแล้ว ดังนั้น การออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะควรออกให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ และเมื่อเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบแล้ว ศาลมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินนี้เสียได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สิทธิชัย พรหมศร-ชาลี ทัพภวิมล-รัตน กองแก้ว) ศาลจังหวัดระยอง - นายธนิต สุธีรพรหม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ปค.61/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1147/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411313
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดระยอง",
        "judge": "นายธนิต สุธีรพรหม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010010"
    }
}
date
2551
deka_no
3487/2551
deka_running_no
3487
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สิทธิชัย พรหมศร",
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "รัตน กองแก้ว"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497",
        "sections": [
            "ม. 8"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 58 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางปนัดดาหรือประกอบ สมคิดหรือซื่อตรง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมที่ดิน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามใบจองเลขที่ 336 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 28982 ตำบลบ้านนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 สอบสวนและสำรวจรังวัดที่ดินตามใบจองเลขที่ 336 และออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามใบจองเลขที่ 336 ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 28982 ดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า โจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2521 ครั้นวันที่ 6 มีนาคม 2530 จำเลยที่ 3 ได้ไปขอออกใบจองในที่ดินพิพาท ต่อมาในปลายปีนั้นเองโจทก์และจำเลยที่ 3 ตกลงหย่าขาดจากกันโดยทำบันทึกหลังทะเบียนหย่าให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์คงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกเป็นสวนยางพาราเรื่อยมา จนกระทั่งปี 2535 ทางราชการได้ออกสำรวจรังวัดที่ดินเพื่อการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินในเขตที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ ปรากฏว่ามีจำเลยที่ 3 ไปดำเนินการจนทางราชการออกโฉนดในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ข้อตกลงการแบ่งทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ทำต่อโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหลักฐานจะปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ไปขอออกใบจับจองที่ดินพิพาทในนามของตนแต่ผู้เดียว แต่โจทก์ก็มีตัวโจทก์มานำสืบให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทที่ไม่มีหลักฐานแสดงสิทธิใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินจากผู้มีชื่อ ซึ่งโจทก์ระบุชื่อว่าเป็นนายวาย แต่จำนามสกุลไม่ได้ เมื่อพิจารณาประกอบหลักฐานที่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ไปแจ้งการขอใบจับจองเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2530 อันเป็นวันเวลาที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ยังมีสถานะเป็นสามีภริยากันอันนับว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย การที่จำเลยที่ 3 ตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพียงฝ่ายเดียวเพื่อการแบ่งทรัพย์สินจึงย่อมกระทำได้ หาได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง ที่ระบุให้โอนได้เฉพาะแต่ทายาทผู้รับโอนทางมรดกไม่ ข้อตกลงการแบ่งทรัพย์ที่จำเลยที่ 3 ทำต่อโจทก์เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นโมฆะ มีผลใช้บังคับได้ เพราะกรณีนี้เป็นการตกลงแบ่งทรัพย์ในฐานะที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาเบื้องต้น ทางราชการจะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ทำกินในที่ดินก่อน หากสอบสวนได้ความว่าผู้มีชื่อในใบจองไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว ทางราชการจะไม่ออกโฉนดที่ดินให้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ทำกินในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 3 ย้ายไปทำกินอยู่อีกตำบลหนึ่งแล้ว ดังนั้น การออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะควรออกให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ และเมื่อเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบแล้ว ศาลมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินนี้เสียได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ1147/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000623.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ปค.61/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551