คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4712/2551 ฉบับเต็ม

#411341
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4712/2551 นายอนุพงษ์ อ่ำรัศมี โจทก์ บริษัทยูไนเต็ด เทเลคอม เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67, มาตรา 119 (4) พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7, มาตรา 23 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เรียกค่าดำเนินการสำหรับการจะเข้ามารับงานก่อสร้างสถานีเครือข่ายโทรคมนาคมของจำเลยที่ 1 จากนาย ณ. พนักงานบริษัท ท. ให้แก่บริษัท ค. ซึ่งจะเข้ามาประมูลงานก่อสร้างจากจำเลยที่ 1 และได้จัดส่งราคากลางแล้วยืนยันแนวโน้มจะได้รับงานจากจำเลยที่ 1 เป็นการอาศัยตำแหน่งความเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แอบอ้างเรียกเอาผลประโยชน์จากบุคคลภายนอกให้แก่บริษัท ค. การกระทำดังกล่าวแม้ว่าจะเพื่อให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาประมูลงานหรือร่วมงานกับจำเลยที่ 1 แต่ก็ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าการจะเข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียเงินตอบแทนทำให้จำเลยที่ 1 เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และอาจทำให้บุคคลภายนอกที่เข้าใจว่าจะต้องเสียเงินเป็นค่าดำเนินการและไม่เข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจของบริษัท ค. อันอาจมีผลกระทบเสียหายถึงผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4), 67 สำหรับค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น แม้ว่าโจทก์จะฟ้องเรียกอ้างว่าเป็นค่าเสียหายแต่ก็เป็นการเรียกให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบซึ่งตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 บัญญัติให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล และตามมาตรา 23 บัญญัติให้เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดำเนินการให้แก่จำเลยที่ 1 คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ดังนั้น ผู้จัดการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจึงมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้าง จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเอง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,683,789.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 235,920 บาท เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์สมทบที่จำเลยที่ 1 รับแทนโจทก์ไปเป็นเงิน 54,148.45 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 11,796 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ร้อยละ 7.5 ต่อปี และร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวนตามลำดับ นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งวิศวกรส่วน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 29,490 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันศุกร์สิ้นเดือน และตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า นายเกรียงฤทธิ์ประธานกรรมการจัดซื้อและจัดจ้างของจำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าในปี 2549 บริษัทดีแทค จำกัด จะจ้างจำเลยที่ 1 สร้างสถานีเครือข่ายโทรคมนาคมจำนวนมาก จำเลยที่ 1 จึงประสงค์จะจ้างบริษัทอื่นเข้ามาเป็นผู้รับเหมาในการก่อสร้างโดยวิธีเสนอประมูลงาน ให้โจทก์ช่วยหาผู้รับเหมามาประมูลงาน โจทก์จึงเจรจากับนายสุภอัฒน์หรือศุภอรรถหรือจิตร กรรมการบริษัทคอร์คลับ จำกัด ซึ่งเคยรู้จักกับโจทก์มาก่อน นายสุภอัฒน์แสดงความสนใจที่จะเข้าประมูลงานด้วย แต่นายสุภอัฒน์ไม่ประสงค์จะก่อสร้างงานเองแต่ต้องการเพียงประมูลให้ได้งานแล้วจ้างบริษัทอื่นเป็นผู้ก่อสร้างแทน โดยบริษัทอื่นนั้นจะเข้ามาก่อสร้างในนามของบริษัทคอร์คลับ จำกัด แต่ต้องเสียค่าดำเนินการให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด อัตราร้อยละ 7 ของราคางานที่ได้ทำ โจทก์จึงแจ้งเงื่อนไขดังกล่าวให้นางสาวภาริดาวิศวกรขายส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ช่วยหาบริษัทที่ประสงค์จะเข้ามาก่อสร้างให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด นางสาวภาริดาจึงติดต่อไปยังนายณัฐนันท์พนักงานบริษัทคอนซิสเทลจำกัด นายณัฐนันท์ขอทราบราคากลาง นางสาวภาริดาจึงแจ้งโจทก์ โจทก์ได้ขอราคากลางของปี 2548 จากนายสุภอัฒน์ที่เพื่อนของนายสุภอัฒน์เคยได้รับจากจำเลยที่ 1 ให้นางสาวภาริดาส่งให้แก่นายณัฐนันท์ โดยโจทก์ได้สอบถามนายเกรียงฤทธิ์แล้วว่าราคากลางดังกล่าวเป็นของบุคคลภายนอกจึงไม่เสียหายหากจะส่งให้นายณัฐนันท์ ต่อมานายณัฐนันท์ได้โทรศัพท์คุยกับโจทก์จึงทราบว่าหากบริษัทคอนซิสเทล จำกัด เข้ามารับงานก่อสร้างจะต้องเสียค่าใช้จ่ายร้อยละ 7 ของราคาก่อสร้าง และโจทก์ยืนยันโอกาสที่จะได้รับงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องการเสียค่าดำเนินการดังกล่าวจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนและได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เพราะฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง เลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการเดียวว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าการเข้ามาทำงานให้จำเลยที่ 1 จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 จึงเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง เป็นการไม่รักษาความลับและชื่อเสียงของบริษัท จงใจทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 กรณีร้ายแรง เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เรียกค่าดำเนินการสำหรับการจะเข้ามารับงานก่อสร้างสถานีเครือข่ายโทรคมนาคมของจำเลยที่ 1 จากนายณัฐนันท์พนักงานบริษัทคอนซิสเทล จำกัด ให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด ซึ่งจะเข้ามาประมูลงานก่อสร้างจากจำเลยที่ 1 และได้จัดส่งราคากลางแล้วยืนยันแนวโน้มจะได้รับงานจากจำเลยที่ 1 เป็นการอาศัยตำแหน่งความเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แอบอ้างเรียกเอาผลประโยชน์จากบุคคลภายนอกให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด การกระทำดังกล่าวแม้ว่าจะเพื่อให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาประมูลงานหรือร่วมงานกับจำเลยที่ 1 แต่ก็ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าการจะเข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียเงินตอบแทนทำให้จำเลยที่ 1 เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง และอาจทำให้บุคคลภายนอกที่เข้าใจว่าจะต้องเสียเงินเป็นค่าดำเนินการและไม่เข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจของบริษัทคอร์คลับ จำกัด อันอาจมีผลกระทบกระเทือนเสียหายถึงผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวดที่ 10 วินัยและมาตรการทางวินัย ข้อ 40.4.4 อันเป็นกรณีร้ายแรงซึ่งโจทก์อาจถูกเลิกจ้างได้โดยไม่ได้รับค่าชดเชยตาม ข้อ 53.1.1 และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์และเมื่อเป็นกรณีเลิกจ้างโดยลูกจ้างมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 สำหรับค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น แม้ว่าโจทก์จะฟ้องเรียกอ้างว่าเป็นค่าเสียหายแต่ก็เป็นการเรียกให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบซึ่งตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 7 บัญญัติให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล และตามมาตรา 23 บัญญัติให้เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดำเนินการให้แก่จำเลยที่ 1 คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคง ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ดังนั้น ผู้จัดการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคง ซึ่งจดทะเบียนแล้วจึงมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคงซึ่งจดทะเบียนแล้วได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด. (พิทยา บุญชู-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายยงยุทธ สมัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.1506/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1617/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3603/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411341
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายยงยุทธ สมัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009126"
    }
}
date
2551
deka_no
4712/2551
deka_running_no
4712
deka_year
2551
department
แรงงาน
judges
[
    "พิทยา บุญชู",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 67",
            "ม. 119 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 23"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอนุพงษ์ อ่ำรัศมี"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทยูไนเต็ด เทเลคอม เซลส์ แอนด์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "เซอร์วิสเซส จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,683,789.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 235,920 บาท เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์สมทบที่จำเลยที่ 1 รับแทนโจทก์ไปเป็นเงิน 54,148.45 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 11,796 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ร้อยละ 7.5 ต่อปี และร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวนตามลำดับ นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งวิศวกรส่วน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 29,490 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันศุกร์สิ้นเดือน และตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า นายเกรียงฤทธิ์ประธานกรรมการจัดซื้อและจัดจ้างของจำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าในปี 2549 บริษัทดีแทค จำกัด จะจ้างจำเลยที่ 1 สร้างสถานีเครือข่ายโทรคมนาคมจำนวนมาก จำเลยที่ 1 จึงประสงค์จะจ้างบริษัทอื่นเข้ามาเป็นผู้รับเหมาในการก่อสร้างโดยวิธีเสนอประมูลงาน ให้โจทก์ช่วยหาผู้รับเหมามาประมูลงาน โจทก์จึงเจรจากับนายสุภอัฒน์หรือศุภอรรถหรือจิตร กรรมการบริษัทคอร์คลับ จำกัด ซึ่งเคยรู้จักกับโจทก์มาก่อน นายสุภอัฒน์แสดงความสนใจที่จะเข้าประมูลงานด้วย แต่นายสุภอัฒน์ไม่ประสงค์จะก่อสร้างงานเองแต่ต้องการเพียงประมูลให้ได้งานแล้วจ้างบริษัทอื่นเป็นผู้ก่อสร้างแทน โดยบริษัทอื่นนั้นจะเข้ามาก่อสร้างในนามของบริษัทคอร์คลับ จำกัด แต่ต้องเสียค่าดำเนินการให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด อัตราร้อยละ 7 ของราคางานที่ได้ทำ โจทก์จึงแจ้งเงื่อนไขดังกล่าวให้นางสาวภาริดาวิศวกรขายส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ช่วยหาบริษัทที่ประสงค์จะเข้ามาก่อสร้างให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด นางสาวภาริดาจึงติดต่อไปยังนายณัฐนันท์พนักงานบริษัทคอนซิสเทลจำกัด นายณัฐนันท์ขอทราบราคากลาง นางสาวภาริดาจึงแจ้งโจทก์ โจทก์ได้ขอราคากลางของปี 2548 จากนายสุภอัฒน์ที่เพื่อนของนายสุภอัฒน์เคยได้รับจากจำเลยที่ 1 ให้นางสาวภาริดาส่งให้แก่นายณัฐนันท์ โดยโจทก์ได้สอบถามนายเกรียงฤทธิ์แล้วว่าราคากลางดังกล่าวเป็นของบุคคลภายนอกจึงไม่เสียหายหากจะส่งให้นายณัฐนันท์ ต่อมานายณัฐนันท์ได้โทรศัพท์คุยกับโจทก์จึงทราบว่าหากบริษัทคอนซิสเทล จำกัด เข้ามารับงานก่อสร้างจะต้องเสียค่าใช้จ่ายร้อยละ 7 ของราคาก่อสร้าง และโจทก์ยืนยันโอกาสที่จะได้รับงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องการเสียค่าดำเนินการดังกล่าวจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนและได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เพราะฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง เลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการเดียวว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าการเข้ามาทำงานให้จำเลยที่ 1 จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 จึงเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง เป็นการไม่รักษาความลับและชื่อเสียงของบริษัท จงใจทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 กรณีร้ายแรง เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เรียกค่าดำเนินการสำหรับการจะเข้ามารับงานก่อสร้างสถานีเครือข่ายโทรคมนาคมของจำเลยที่ 1 จากนายณัฐนันท์พนักงานบริษัทคอนซิสเทล จำกัด ให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด ซึ่งจะเข้ามาประมูลงานก่อสร้างจากจำเลยที่ 1 และได้จัดส่งราคากลางแล้วยืนยันแนวโน้มจะได้รับงานจากจำเลยที่ 1 เป็นการอาศัยตำแหน่งความเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แอบอ้างเรียกเอาผลประโยชน์จากบุคคลภายนอกให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด การกระทำดังกล่าวแม้ว่าจะเพื่อให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาประมูลงานหรือร่วมงานกับจำเลยที่ 1 แต่ก็ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าการจะเข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียเงินตอบแทนทำให้จำเลยที่ 1 เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง และอาจทำให้บุคคลภายนอกที่เข้าใจว่าจะต้องเสียเงินเป็นค่าดำเนินการและไม่เข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจของบริษัทคอร์คลับ จำกัด อันอาจมีผลกระทบกระเทือนเสียหายถึงผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวดที่ 10 วินัยและมาตรการทางวินัย ข้อ 40.4.4 อันเป็นกรณีร้ายแรงซึ่งโจทก์อาจถูกเลิกจ้างได้โดยไม่ได้รับค่าชดเชยตาม ข้อ 53.1.1 และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์และเมื่อเป็นกรณีเลิกจ้างโดยลูกจ้างมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 สำหรับค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น แม้ว่าโจทก์จะฟ้องเรียกอ้างว่าเป็นค่าเสียหายแต่ก็เป็นการเรียกให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบซึ่งตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 7 บัญญัติให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล และตามมาตรา 23 บัญญัติให้เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดำเนินการให้แก่จำเลยที่ 1 คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคง ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ดังนั้น ผู้จัดการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคง ซึ่งจดทะเบียนแล้วจึงมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคงซึ่งจดทะเบียนแล้วได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1617/2549
primary_red_case_no
พ3603/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000615.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.1506/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551