คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 539/2551 ฉบับเต็ม

#411344
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 539/2551 พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์ นายสมชายหรืออดุลย์ สำลีหรือศรีประวรรณ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 49, มาตรา 186 (9) โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอเกี่ยวกับของกลางมาด้วยก็ตาม ศาลจะสั่งคืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของก็ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 49 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 295, 339, 340 ตรี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 13,750 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 11 ปี 3 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 13,750 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า สิบตำรวจโทวิโรจน์เบิกความว่า เมื่อคนร้ายเห็นพยานกับพวกก็เลี้ยวรถจักรยานยนต์กลับไปทางสี่แยกอนามัย พยานขับรถจักรยานยนต์ติดตามรถจักรยานยนต์ของคนร้ายไปติดๆ โดยรถจักรยานยนต์ของคนร้ายไปจอดที่หน้าบ้านนายสรพงษ์และเห็นผู้ชายสองคนเข้าไปในบ้านดังกล่าว พยานเรียกให้ออกมาแต่ไม่ยอมออกมา อันเป็นพิรุธแสดงว่าเป็นคนร้ายนั้น เห็นว่า พยานโจทก์ปากนี้ไม่ใช่ประจักษ์พยานที่รู้เห็นในขณะเกิดเหตุ ดังนั้นรถจักรยานยนต์คันที่พยานขับตามไปนั้น จะใช่รถจักรยานยนต์คันเดียวกันกับที่คนร้ายในคดีนี้ใช้เป็นพาหนะขับหลบหนีไปหรือไม่ ก็ไม่อาจยืนยันได้ และที่คนในบ้านนายสรพงษ์ไม่ยอมออกมาจากบ้านเมื่อพยานเรียกนั้นก็ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าคนในบ้านนั้นเป็นคนร้ายในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สุราษฎร์ธานี 649 (ที่ถูก ขคร สุราษฎร์ธานี 649) ของกลาง แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอเกี่ยวกับของกลางมาด้วยก็ตาม ศาลจะสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 49 เมื่อยังฟังไม่ได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนให้แก่เจ้าของ พิพากษายืน และให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ. (สมศักดิ์ ตันติภิรมย์-พินิจ บุญชัด-พันวะสา บัวทอง) ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายสนั่น สร้อยผา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2819/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1494/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1331/2547 หมายเหตุ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานยึดทรัพย์เป็นของกลางในคดี แม้จะไม่ได้อ้างบทกฎหมายหรือไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องเกี่ยวกับของกลาง ฟ้องก็สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 159 แล้ว และก็น่าที่ศาลจะต้องยกเรื่องของกลางขึ้นวินิจฉัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) บัญญัติไว้ สำหรับคดีนี้ศาลอาจมีคำสั่งให้คืนของกลางนั้นแก่เจ้าของได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411344
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี",
        "judge": "นายสนั่น สร้อยผา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082012353"
    }
}
date
2551
deka_no
539/2551
deka_running_no
539
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ ตันติภิรมย์",
    "พินิจ บุญชัด",
    "พันวะสา บัวทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 49",
            "ม. 186 (9)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมชายหรืออดุลย์ สำลีหรือศรีประวรรณ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 295, 339, 340 ตรี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 13,750 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 11 ปี 3 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 13,750 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า สิบตำรวจโทวิโรจน์เบิกความว่า เมื่อคนร้ายเห็นพยานกับพวกก็เลี้ยวรถจักรยานยนต์กลับไปทางสี่แยกอนามัย พยานขับรถจักรยานยนต์ติดตามรถจักรยานยนต์ของคนร้ายไปติดๆ โดยรถจักรยานยนต์ของคนร้ายไปจอดที่หน้าบ้านนายสรพงษ์และเห็นผู้ชายสองคนเข้าไปในบ้านดังกล่าว พยานเรียกให้ออกมาแต่ไม่ยอมออกมา อันเป็นพิรุธแสดงว่าเป็นคนร้ายนั้น เห็นว่า พยานโจทก์ปากนี้ไม่ใช่ประจักษ์พยานที่รู้เห็นในขณะเกิดเหตุ ดังนั้นรถจักรยานยนต์คันที่พยานขับตามไปนั้น จะใช่รถจักรยานยนต์คันเดียวกันกับที่คนร้ายในคดีนี้ใช้เป็นพาหนะขับหลบหนีไปหรือไม่ ก็ไม่อาจยืนยันได้ และที่คนในบ้านนายสรพงษ์ไม่ยอมออกมาจากบ้านเมื่อพยานเรียกนั้นก็ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าคนในบ้านนั้นเป็นคนร้ายในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สุราษฎร์ธานี 649 (ที่ถูก ขคร สุราษฎร์ธานี 649) ของกลาง แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอเกี่ยวกับของกลางมาด้วยก็ตาม ศาลจะสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 49 เมื่อยังฟังไม่ได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนให้แก่เจ้าของ

พิพากษายืน และให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ.
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1494/2546
primary_red_case_no
อ1331/2547
remark
เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานยึดทรัพย์เป็นของกลางในคดี แม้จะไม่ได้อ้างบทกฎหมายหรือไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องเกี่ยวกับของกลาง ฟ้องก็สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 159 แล้ว และก็น่าที่ศาลจะต้องยกเรื่องของกลางขึ้นวินิจฉัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) บัญญัติไว้ สำหรับคดีนี้ศาลอาจมีคำสั่งให้คืนของกลางนั้นแก่เจ้าของได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000644.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2819/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551