คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2547/2544 ฉบับเต็ม

#41135
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2547/2544 บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด โจทก์ นาย สมพล บุญประสิทธิ์สม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 680 ป.วิ.พ. มาตรา 86 ป.รัษฎากร มาตรา 104 หนังสือที่จำเลยที่ 2 ทำไว้ต่อโจทก์เพื่อค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ว่า หากจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายจะยอมชดใช้หนี้สินหรือค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2ผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย หนังสือดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้นมิใช่สัญญาค้ำประกัน แม้จะมีข้อความว่าสัญญาค้ำประกันก็ตาม เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 104 และบัญชีอากรแสตมป์ลักษณะ 17ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 200,000 บาทต่อมาจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหายรวมเป็นเงิน 167,783.20 บาทโจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 30,614 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 198,397 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินจำนวน 167,783.20 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยทั้งสองขาดนัด ศาลแรงงานกลางพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตไม่ส่งเงินค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายคืนโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดแก่โจทก์ สำหรับสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ไม่ปิดและขีดฆ่าแสตมป์ให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเท่ากับโจทก์ไม่มีหลักฐานการค้ำประกันเป็นหนังสือ ไม่อาจจะฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันให้รับผิด พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 167,783.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า โจทก์จะใช้สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4ซึ่งไม่ได้ปิดแสตมป์อ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.4 เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ว่าหากจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดหนี้สินหรือความเสียหายแก่โจทก์แล้วจำเลยที่ 2 ยอมชดใช้หนี้สินหรือค่าเสียหายแก่โจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันได้ลงลายมือชื่อไว้เท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย เอกสารหมายจ.4 ดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้นมิใช่สัญญาค้ำประกัน แม้เอกสารหมาย จ.4 จะมีข้อความว่าสัญญาค้ำประกันเอกสารดังกล่าวก็มิใช่ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 17 ดังนั้น เอกสารหมาย จ.4 ที่ไม่ได้ปิดแสตมป์จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ เมื่อรับฟังได้ว่าเอกสารหมาย จ.4 เป็นหลักฐานแห่งการค้ำประกัน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 ระบุว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้หนี้หรือค่าเสียหายให้โจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท ทันที แสดงว่ามีข้อตกลงเป็นพิเศษให้โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ก่อน มีผลให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งชำระหนี้ จำเลยที่ 2จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินไม่เกิน200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 200,000 บาท ตามอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินแก่โจทก์ 167,783.20 บาทพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งไม่เกินวงเงินที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันตามเอกสารหมายจ.4 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (พูนศักดิ์ จงกลนี-กมล เพียรพิทักษ์-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ อากรแสตมป์ (StampDuty) เป็นภาษีประเภทหนึ่งที่เก็บจากการทำตราสารคำว่า "ตราสาร" นั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 103ให้นิยามไว้ว่า "เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้" อันได้แก่ตราสารรวม 26 ลักษณะที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ของประมวลรัษฎากร สัญญาค้ำประกันเป็นตราสาร 1 ใน 26ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่สัญญาค้ำประกันที่จะต้องเสียอากรแสตมป์นั้นมีปัญหาว่าต้องเป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันลงลายมือชื่อทั้งผู้ค้ำประกันและผู้รับการค้ำประกันเท่านั้นหรือแม้เป็นเพียงหลักฐานการค้ำประกันลงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกันฝ่ายเดียวก็ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วย ปัญหานี้ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง แต่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 719/2524 ว่า "หลักฐานการค้ำประกันที่ลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันฝ่ายเดียว ไม่ใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันจึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์" และคดีที่กำลังหมายเหตุอยู่นี้ศาลฎีกาก็วินิจฉัยตามแนวเดิม ศาลฎีกาคงจะยึดหลักการตีความกฎหมายภาษีอากรที่ว่า "หากตัวบทกฎหมายที่ใช้เก็บภาษีอากรไม่ชัดแจ้ง กำกวม หรือตีความได้หลายนัย ก็ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณหรือประโยชน์แก่ผู้เสียภาษีจะตีความโดยขยายความให้เป็นผลร้ายไม่ได้"เมื่อประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญก็ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วยก็ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณหรือประโยชน์แก่ผู้เสียภาษี คือไม่ต้องเสียอากรแสตมป์เฉพาะหนังสือสัญญาค้ำประกันที่มีลายมือชื่อทั้งของผู้ค้ำประกันและผู้รับการค้ำประกันเท่านั้นที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ทั้งสองคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ก่อนการค้ำประกันมีการทำหนังสือโต้ตอบกันระหว่างผู้ค้ำประกันกับผู้รับการค้ำประกัน คำวินิจฉัยของศาลฎีกาจึงน่าจะชอบแล้ว แต่ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนเป็นว่าก่อนการค้ำประกันมีการทำหนังสือโต้ตอบกัน เช่น ผู้ค้ำประกันเคยทำงานในบริษัทของผู้รับการค้ำประกันมาก่อน ผู้ค้ำประกันมีจดหมายถึงผู้บริหารของบริษัทผู้รับการค้ำประกันขอให้รับบุตรของตนเข้าทำงานในบริษัทของผู้รับการค้ำประกัน โดยมีตนเป็นผู้ค้ำประกัน ผู้บริหารของบริษัทผู้รับการค้ำประกันได้รับจดหมายแล้วมีจดหมายตอบตกลงรับบุตรของผู้ค้ำประกันเข้าทำงาน ผู้ค้ำประกันจึงมีจดหมายลงลายมือชื่อค้ำประกันการทำงานของบุตรส่งถึงบริษัทผู้รับการค้ำประกัน ดังนี้การค้ำประกันเช่นนี้น่าจะต้องเสียอากรแสตมป์เพราะประมวลรัษฎากรมาตรา 109 บัญญัติว่า "สัญญาใดเป็นตราสารซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าหนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้นได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว"บทบัญญัตินี้แสดงว่าแม้สัญญานั้นจะมิได้ทำในรูปของหนังสือสัญญาซึ่งคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อไว้ทุกฝ่าย ก็ต้องเสียอากรแสตมป์ถ้าสัญญานั้นเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกัน โดยวิธีเสียอากรแสตมป์นั้นให้ใช้วิธีปิดแสตมป์ในหนังสือโต้ตอบฉบับหนึ่งฉบับใดก็ได้ บทบัญญัติดังกล่าวต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าเฉพาะกรณีที่มีหนังสือโต้ตอบกัน สัญญาที่เกิดจากหนังสือโต้ตอบกันนั้นจึงจะต้องเสียอากรแสตมป์ หากสัญญาใดมิได้เกิดจากการมีหนังสือโต้ตอบกันแล้ว ก็เฉพาะแต่กรณีที่ทำในรูปของหนังสือสัญญาลงลายมือชื่อของคู่สัญญาทุกฝ่ายจึงจะต้องเสียอากรแสตมป์ ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41135
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065270"
    }
}
date
2544
deka_no
2547/2544
deka_running_no
2547
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 680"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 86"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 104"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สมพล บุญประสิทธิ์สม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 200,000 บาทต่อมาจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหายรวมเป็นเงิน 167,783.20 บาทโจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 30,614 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 198,397 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินจำนวน 167,783.20 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัด ศาลแรงงานกลางพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตไม่ส่งเงินค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายคืนโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดแก่โจทก์ สำหรับสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ไม่ปิดและขีดฆ่าแสตมป์ให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเท่ากับโจทก์ไม่มีหลักฐานการค้ำประกันเป็นหนังสือ ไม่อาจจะฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันให้รับผิด พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 167,783.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า โจทก์จะใช้สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4ซึ่งไม่ได้ปิดแสตมป์อ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.4 เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ว่าหากจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดหนี้สินหรือความเสียหายแก่โจทก์แล้วจำเลยที่ 2 ยอมชดใช้หนี้สินหรือค่าเสียหายแก่โจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันได้ลงลายมือชื่อไว้เท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย เอกสารหมายจ.4 ดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้นมิใช่สัญญาค้ำประกัน แม้เอกสารหมาย จ.4 จะมีข้อความว่าสัญญาค้ำประกันเอกสารดังกล่าวก็มิใช่ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะ 17 ดังนั้น เอกสารหมาย จ.4 ที่ไม่ได้ปิดแสตมป์จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ เมื่อรับฟังได้ว่าเอกสารหมาย จ.4 เป็นหลักฐานแห่งการค้ำประกัน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 ระบุว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้หนี้หรือค่าเสียหายให้โจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท ทันที แสดงว่ามีข้อตกลงเป็นพิเศษให้โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ก่อน มีผลให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งชำระหนี้ จำเลยที่ 2จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินไม่เกิน200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 200,000 บาท ตามอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินแก่โจทก์ 167,783.20 บาทพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งไม่เกินวงเงินที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันตามเอกสารหมายจ.4 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
อากรแสตมป์ (StampDuty) เป็นภาษีประเภทหนึ่งที่เก็บจากการทำตราสารคำว่า "ตราสาร" นั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 103ให้นิยามไว้ว่า "เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้" อันได้แก่ตราสารรวม 26 ลักษณะที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ของประมวลรัษฎากร สัญญาค้ำประกันเป็นตราสาร 1 ใน 26ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่สัญญาค้ำประกันที่จะต้องเสียอากรแสตมป์นั้นมีปัญหาว่าต้องเป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันลงลายมือชื่อทั้งผู้ค้ำประกันและผู้รับการค้ำประกันเท่านั้นหรือแม้เป็นเพียงหลักฐานการค้ำประกันลงลายมือชื่อของผู้ค้ำประกันฝ่ายเดียวก็ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วย ปัญหานี้ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง แต่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 719/2524 ว่า "หลักฐานการค้ำประกันที่ลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันฝ่ายเดียว ไม่ใช่หนังสือสัญญาค้ำประกันจึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์" และคดีที่กำลังหมายเหตุอยู่นี้ศาลฎีกาก็วินิจฉัยตามแนวเดิม ศาลฎีกาคงจะยึดหลักการตีความกฎหมายภาษีอากรที่ว่า "หากตัวบทกฎหมายที่ใช้เก็บภาษีอากรไม่ชัดแจ้ง กำกวม หรือตีความได้หลายนัย ก็ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณหรือประโยชน์แก่ผู้เสียภาษีจะตีความโดยขยายความให้เป็นผลร้ายไม่ได้"เมื่อประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญก็ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วยก็ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณหรือประโยชน์แก่ผู้เสียภาษี คือไม่ต้องเสียอากรแสตมป์เฉพาะหนังสือสัญญาค้ำประกันที่มีลายมือชื่อทั้งของผู้ค้ำประกันและผู้รับการค้ำประกันเท่านั้นที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ทั้งสองคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ก่อนการค้ำประกันมีการทำหนังสือโต้ตอบกันระหว่างผู้ค้ำประกันกับผู้รับการค้ำประกัน คำวินิจฉัยของศาลฎีกาจึงน่าจะชอบแล้ว แต่ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนเป็นว่าก่อนการค้ำประกันมีการทำหนังสือโต้ตอบกัน เช่น ผู้ค้ำประกันเคยทำงานในบริษัทของผู้รับการค้ำประกันมาก่อน ผู้ค้ำประกันมีจดหมายถึงผู้บริหารของบริษัทผู้รับการค้ำประกันขอให้รับบุตรของตนเข้าทำงานในบริษัทของผู้รับการค้ำประกัน โดยมีตนเป็นผู้ค้ำประกัน ผู้บริหารของบริษัทผู้รับการค้ำประกันได้รับจดหมายแล้วมีจดหมายตอบตกลงรับบุตรของผู้ค้ำประกันเข้าทำงาน ผู้ค้ำประกันจึงมีจดหมายลงลายมือชื่อค้ำประกันการทำงานของบุตรส่งถึงบริษัทผู้รับการค้ำประกัน ดังนี้การค้ำประกันเช่นนี้น่าจะต้องเสียอากรแสตมป์เพราะประมวลรัษฎากรมาตรา 109 บัญญัติว่า "สัญญาใดเป็นตราสารซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าหนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้นได้ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้ว ให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว"บทบัญญัตินี้แสดงว่าแม้สัญญานั้นจะมิได้ทำในรูปของหนังสือสัญญาซึ่งคู่สัญญาได้ลงลายมือชื่อไว้ทุกฝ่าย ก็ต้องเสียอากรแสตมป์ถ้าสัญญานั้นเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกัน โดยวิธีเสียอากรแสตมป์นั้นให้ใช้วิธีปิดแสตมป์ในหนังสือโต้ตอบฉบับหนึ่งฉบับใดก็ได้ บทบัญญัติดังกล่าวต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าเฉพาะกรณีที่มีหนังสือโต้ตอบกัน สัญญาที่เกิดจากหนังสือโต้ตอบกันนั้นจึงจะต้องเสียอากรแสตมป์ หากสัญญาใดมิได้เกิดจากการมีหนังสือโต้ตอบกันแล้ว ก็เฉพาะแต่กรณีที่ทำในรูปของหนังสือสัญญาลงลายมือชื่อของคู่สัญญาทุกฝ่ายจึงจะต้องเสียอากรแสตมป์ ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001120.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544