คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1851/2551 ฉบับเต็ม

#411353
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1851/2551 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายกิตติภูมิ วัฒนศิริ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 234, มาตรา 292 จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีอันเป็นกระบวนการในชั้นบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อมานั้น แม้การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว แต่การอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกกลับ แก้หรือถูกยกไปด้วย อีกทั้งกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความกระทบกระเทือนจากการยื่นอุทธรณ์เพราะหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดียังคงดำเนินการบังคับคดีกับจำเลยได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยคดีนี้จึงไม่จำต้องนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลและศาลอุทธรณ์อาศัยเหตุที่จำเลยไม่นำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่มต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นกระบวนพิจารณาและคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 20279, 2036, 20527, 20528 และ 20529 แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยส่งมอบให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระเงิน 276,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารและที่ดินเสร็จ และให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท และศาลได้ออกคำบังคับแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง พร้อมส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่ม ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติ ถือได้ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 อันเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ให้จำหน่ายคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีอันเป็นกระบวนการในชั้นบังคับคดี ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง และจำเลยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อมานั้น แม้การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยกระทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว แต่ผลของการอุทธรณ์ไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้น อันจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกกลับ แก้ หรือถูกยกไปด้วย อีกทั้งกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความกระทบกระเทือนจากการยื่นอุทธรณ์ เพราะหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีก็ยังคงดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ตามกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในกรณีนี้จึงไม่จำต้องนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาล เนื่องจากเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ มีผลทำให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การสั่งให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางเพิ่มในส่วนที่ขาดและนำเงินตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล กับคำสั่งให้จำเลยนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาส่วนที่ขาดหรือหาหลักประกันมาวางเพิ่ม รวมไปถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อาศัยเหตุที่จำเลยไม่นำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่มต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลกำหนดแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ปัญหาที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบดังกล่าวมานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ลงวันที่ 16 มกราคม 2550 ที่ให้จำหน่ายคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 21 สิงหาคม 2549 ที่ให้จำเลยนำเงินส่วนที่ยังขาดหรือหาหลักประกันมาวางเพิ่ม และให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 28 มิถุนายน 2549 ที่ให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (บุญรอด ตันประเสริฐ-เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์-สนอง เล่าศรีวรกต) ศาลแพ่งธนบุรี - นายนรพัฒน์ สุจิวรกุล ศาลอุทธรณ์ - นายจรัญ รัตตมณี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1329/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม803/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม125/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411353
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายนรพัฒน์ สุจิวรกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายจรัญ รัตตมณี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082011143"
    }
}
date
2551
deka_no
1851/2551
deka_running_no
1851
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "บุญรอด ตันประเสริฐ",
    "เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์",
    "สนอง เล่าศรีวรกต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 234",
            "ม. 292"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกิตติภูมิ วัฒนศิริ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 20279, 2036, 20527, 20528 และ 20529 แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยส่งมอบให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระเงิน 276,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารและที่ดินเสร็จ และให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท และศาลได้ออกคำบังคับแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง พร้อมส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่ม ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติ ถือได้ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 อันเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ให้จำหน่ายคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีอันเป็นกระบวนการในชั้นบังคับคดี ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง และจำเลยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อมานั้น แม้การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยกระทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว แต่ผลของการอุทธรณ์ไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้น อันจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกกลับ แก้ หรือถูกยกไปด้วย อีกทั้งกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความกระทบกระเทือนจากการยื่นอุทธรณ์ เพราะหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีก็ยังคงดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ตามกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในกรณีนี้จึงไม่จำต้องนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาล เนื่องจากเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ มีผลทำให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การสั่งให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางเพิ่มในส่วนที่ขาดและนำเงินตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล กับคำสั่งให้จำเลยนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาส่วนที่ขาดหรือหาหลักประกันมาวางเพิ่ม รวมไปถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อาศัยเหตุที่จำเลยไม่นำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่มต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลกำหนดแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ปัญหาที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบดังกล่าวมานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ลงวันที่ 16 มกราคม 2550 ที่ให้จำหน่ายคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 21 สิงหาคม 2549 ที่ให้จำเลยนำเงินส่วนที่ยังขาดหรือหาหลักประกันมาวางเพิ่ม และให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 28 มิถุนายน 2549 ที่ให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
ม803/2547
primary_red_case_no
ม125/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000633.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1329/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551