คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2551 ฉบับเต็ม

#411354
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2551 นายเฉลียว ตันติศักดิ์ โจทก์ จ่าสิบเอกสมบูรณ์ สัณฐมิตร ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นายจุ้ยหรือจุ่ย สัณฐมิตรหรือสัณฐมิตร์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 203 ป.วิ.พ. มาตรา 245, มาตรา 247 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินโดยในสัญญากำหนดเรื่องการโอนไว้ว่า ผู้ขายจะโอนสิทธิให้ผู้ซื้อในภายหลังเมื่อผู้ซื้อต้องการให้โอน เป็นกรณีที่เวลาอันจะพึงชำระหนี้มิได้กำหนดลงไว้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคแรก สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงอาจบังคับได้ตั้งแต่วันทำสัญญา เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับตามสัญญาเกิน 10 ปีนับแต่วันทำสัญญา ฟ้องของโจทก์ย่อมขาดอายุความตามมาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้โอนตามสัญญาได้เพราะคดีขาดอายุความ จึงมีผลให้ไม่อาจขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินระหว่างผู้ขายกับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินต่อไปให้จำเลยที่ 3 ได้ และแม้จำเลยที่ 3 มิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นกรณีเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 3 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการให้ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ข. หน้า 7 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างนายจุ้ยหรือจุ่ยกับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ข. หน้า 7 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจุ้ย หรือจุ่ยไปจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ณ สำนักงานที่ดินอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ 2 ไร่ หากไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยทั้งสามและกองมรดกของนายจุ้ยร่วมกันใช้ราคาที่ดินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการให้ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ระหว่างนายจุ้ยหรือจุ่ยกับจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนการขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจุ้ยหรือจุ่ย ไปจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ณ สำนักงานที่ดินอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ เนื้อที่ 2 ไร่ หากไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตาม น.ส. 3 เลขที่ 353 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชกับนายจุ้ยหรือจุ่ย โดยโจทก์ซื้อเพียงบางส่วนเนื้อที่ 2 ไร่ มีข้อสัญญาว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้เมื่อโจทก์แจ้งให้ดำเนินการโอน ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 นายจุ้ยถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย มีข้อความว่า ผู้ขายจะโอนสิทธิให้แก่ผู้ซื้อในภายหลังเมื่อผู้ซื้อต้องการให้โอนแก่ผู้ซื้อ จึงเป็นกรณีเวลาอันจะพึงชำระหนี้มิได้กำหนดลงไว้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงอาจบังคับได้ตั้งแต่วันทำสัญญา คือวันที่ 23 มิถุนายน 2530 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 17 ธันวาคม 2541 เกินกำหนด 10 ปี จึงขาดอายุความตามมาตรา 193/30 โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามหนังสือสัญญาการซื้อขายได้ และย่อมมีผลให้ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างนายจุ้ยกับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตามฟ้องได้ และถือว่าเป็นกรณีเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาถึงจำเลยที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้ออื่นต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ทองหล่อ โฉมงาม-ไพโรจน์ วายุภาพ-สมชาย พงษธา) ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายชาญชัย สุนทรส ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายทวี เนียมประดิษฐ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2455/2547 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1200/2544 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411354
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช",
        "judge": "นายชาญชัย สุนทรส"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายทวี เนียมประดิษฐ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009230"
    }
}
date
2551
deka_no
4636/2551
deka_running_no
4636
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "สมชาย พงษธา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 203"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 245",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเฉลียว ตันติศักดิ์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "จ่าสิบเอกสมบูรณ์ สัณฐมิตร ในฐานะผู้จัดการมรดกของ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจุ้ยหรือจุ่ย สัณฐมิตรหรือสัณฐมิตร์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการให้ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ข. หน้า 7 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างนายจุ้ยหรือจุ่ยกับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ข. หน้า 7 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจุ้ย หรือจุ่ยไปจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 เล่ม 46 ณ สำนักงานที่ดินอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ 2 ไร่ หากไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยทั้งสามและกองมรดกของนายจุ้ยร่วมกันใช้ราคาที่ดินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการให้ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ระหว่างนายจุ้ยหรือจุ่ยกับจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนการขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจุ้ยหรือจุ่ย ไปจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 4557 ณ สำนักงานที่ดินอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์ เนื้อที่ 2 ไร่ หากไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตาม น.ส. 3 เลขที่ 353 ตำบลอินคีรี อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชกับนายจุ้ยหรือจุ่ย โดยโจทก์ซื้อเพียงบางส่วนเนื้อที่ 2 ไร่ มีข้อสัญญาว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้เมื่อโจทก์แจ้งให้ดำเนินการโอน ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 นายจุ้ยถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย มีข้อความว่า ผู้ขายจะโอนสิทธิให้แก่ผู้ซื้อในภายหลังเมื่อผู้ซื้อต้องการให้โอนแก่ผู้ซื้อ จึงเป็นกรณีเวลาอันจะพึงชำระหนี้มิได้กำหนดลงไว้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงอาจบังคับได้ตั้งแต่วันทำสัญญา คือวันที่ 23 มิถุนายน 2530 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 17 ธันวาคม 2541 เกินกำหนด 10 ปี จึงขาดอายุความตามมาตรา 193/30 โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามหนังสือสัญญาการซื้อขายได้ และย่อมมีผลให้ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างนายจุ้ยกับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตามฟ้องได้ และถือว่าเป็นกรณีเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาถึงจำเลยที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้ออื่นต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
พ1200/2544
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000616.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2455/2547
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551