คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2551/2544 ฉบับเต็ม

#41137
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2551/2544 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน โจทก์ นาง นันทิยา แซ่ฉั่วหรือเลาหโชติโรจน์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 229, มาตรา 293, มาตรา 296, มาตรา 340, มาตรา 682 วรรคสอง จำเลยและ ส. ได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของบริษัท ถ. จำกัด โดยยอมรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยและ ส. ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นประกันต่อมาจำเลยได้ขายที่ดินที่จำนองเป็นประกันหนี้ไป และ ส.ได้ชำระหนี้แก่โจทก์จำนวนหนึ่งซึ่งโจทก์ได้ออกหนังสือปลดหนี้แก่ ส. แล้ว จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสองเมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดชอบผู้ค้ำประกันต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 และ296 การที่โจทก์สละสิทธิต่อ ส. ย่อมมีผลทำให้หนี้ส่วนที่เหลือสำหรับส. ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 และย่อมมีผลให้หนี้สำหรับจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมระงับไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 293 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17160/2532 ของศาลแพ่ง ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2532 โดยจำเลยกับพวกยอมชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 7,994,777.58 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี ในต้นเงิน 5,280,000 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2532จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ต้องชำระให้เสร็จภายใน 6 เดือน นับจากวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ กับชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 4,000 บาท หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้หากไม่พอชำระยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ จำเลยกับพวกได้ชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองหลายครั้งครั้งสุดท้ายวันที่ 11 มิถุนายน 2534 ชำระ 650,000 บาท เมื่อนำไปหักชำระหนี้ดอกเบี้ยและต้นเงินบางส่วนแล้ว จำเลยกับพวกยังคงเป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมอยู่อีก 4,433,822.06 บาท แล้วไม่ชำระแก่โจทก์อีกเลย โจทก์ได้ขอออกหมายบังคับคดีและสืบหาทรัพย์สินของจำเลยกับพวกเพื่อดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่จำเลยกับพวกไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้คำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้อง จำเลยกับพวกยังเป็นหนี้โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน4,433,822.06 บาท กับดอกเบี้ยจำนวน 4,580,806.29 บาท รวมเป็นเงิน 9,014,628.35 บาท พฤติการณ์ของจำเลยต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การว่า หนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ของบริษัทถุงกระดาษไทยจำกัด ซึ่งได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นความรับผิด จำเลยไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และมีทรัพย์สินสามารถใช้หนี้โจทก์ได้จนครบ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17160/2532 ของศาลแพ่งซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2532 ให้บริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด นายวิวัฒน์อรรถประสิทธิ์ จำเลยและนางสาวสุพรรณี ลีลาวัณย์ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 7,994,777.58 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 5,280,000 บาทนับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความ 4,000 บาทโดยชำระให้เสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยกับพวกออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยกับพวกออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมายจ.2 และ จ.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยยังมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2804/2532 หมายเลขแดงที่ 17160/2532 ของศาลแพ่งตามเอกสารหมาย ล.1 แล้ว เห็นว่า จำเลยและนางสาวสุพรรณีได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัดโดยยอมรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยและนางสาวสุพรรณีได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นประกัน ซึ่งต่อมาจำเลยได้ขายที่ดินที่จำนองเป็นประกันหนี้ไป และนางสาวสุพรรณีได้ชำระหนี้แก่โจทก์โดยโจทก์ได้ออกหนังสือฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2532 เรื่อง ชำระหนี้และปลดภาระค้ำประกันให้แก่นางสาวสุพรรณีโดยระบุว่า"... ตามที่ธนาคารได้อนุมัติให้ท่านชำระหนี้ส่วนตัวและในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด จำนวน 6,600,000 บาทเพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 149097 และ 169049แขวงสวนหลวง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และปลดภาระค้ำประกันออกไป นั้น... ธนาคารได้รับชำระเงินจำนวน 6,600,000บาท โดยท่านได้ไถ่ถอนทรัพย์จำนองดังกล่าวข้างต้นเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 ภาระหนี้ส่วนตัวและภาระค้ำประกันหนี้บริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ของท่านที่มีต่อธนาคารได้หมดไป..."ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.2 แม้เอกสารหมาย ล.2 จะเป็นสำเนาเอกสารซึ่งถ่ายจากต้นฉบับแต่เมื่อจำเลยอ้างส่งสำเนาต่อศาลพยานโจทก์รับว่าโจทก์ออกเอกสารดังกล่าวจริง จึงถือได้ว่าโจทก์ยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้อง แสดงว่าโจทก์ได้ปลดหนี้ให้แก่นางสาวสุพรรณีแล้ว และในส่วนของจำเลยนั้นเป็นการค้ำประกันหนี้รายเดียวกันย่อมมีผลเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกับนางสาวสุพรรณีจึงมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง ทั้งบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229และ 296 เมื่อนางสาวสุพรรณีได้ชำระหนี้ส่วนตัวและในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ตามเอกสารหมาย ล.2 แล้ว การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สละสิทธิต่อนางสาวสุพรรณีมีผลทำให้หนี้ส่วนที่เหลือสำหรับนางสาวสุพรรณีระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 และย่อมมีผลให้หนี้สำหรับจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมระงับไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 293 จำเลยจึงหลุดพ้นไปด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (พีรพล จันทร์สว่าง-พิชัย เตโชพิทยากูล-วัฒนชัย โชติชูตระกูล) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41137
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065267"
    }
}
date
2544
deka_no
2551/2544
deka_running_no
2551
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล จันทร์สว่าง",
    "พิชัย เตโชพิทยากูล",
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 229",
            "ม. 293",
            "ม. 296",
            "ม. 340",
            "ม. 682 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง นันทิยา แซ่ฉั่วหรือเลาหโชติโรจน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17160/2532 ของศาลแพ่ง ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2532 โดยจำเลยกับพวกยอมชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 7,994,777.58 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี ในต้นเงิน 5,280,000 บาท นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2532จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ต้องชำระให้เสร็จภายใน 6 เดือน นับจากวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ กับชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 4,000 บาท หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้หากไม่พอชำระยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ จำเลยกับพวกได้ชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองหลายครั้งครั้งสุดท้ายวันที่ 11 มิถุนายน 2534 ชำระ 650,000 บาท เมื่อนำไปหักชำระหนี้ดอกเบี้ยและต้นเงินบางส่วนแล้ว จำเลยกับพวกยังคงเป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมอยู่อีก 4,433,822.06 บาท แล้วไม่ชำระแก่โจทก์อีกเลย โจทก์ได้ขอออกหมายบังคับคดีและสืบหาทรัพย์สินของจำเลยกับพวกเพื่อดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่จำเลยกับพวกไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้คำนวณยอดหนี้ถึงวันฟ้อง จำเลยกับพวกยังเป็นหนี้โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน4,433,822.06 บาท กับดอกเบี้ยจำนวน 4,580,806.29 บาท รวมเป็นเงิน 9,014,628.35 บาท พฤติการณ์ของจำเลยต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า หนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ของบริษัทถุงกระดาษไทยจำกัด ซึ่งได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นความรับผิด จำเลยไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และมีทรัพย์สินสามารถใช้หนี้โจทก์ได้จนครบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17160/2532 ของศาลแพ่งซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2532 ให้บริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด นายวิวัฒน์อรรถประสิทธิ์ จำเลยและนางสาวสุพรรณี ลีลาวัณย์ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 7,994,777.58 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 5,280,000 บาทนับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จ และร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความ 4,000 บาทโดยชำระให้เสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยกับพวกออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยกับพวกออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมายจ.2 และ จ.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยยังมีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2804/2532 หมายเลขแดงที่ 17160/2532 ของศาลแพ่งตามเอกสารหมาย ล.1 แล้ว เห็นว่า จำเลยและนางสาวสุพรรณีได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัดโดยยอมรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยและนางสาวสุพรรณีได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้เป็นประกัน ซึ่งต่อมาจำเลยได้ขายที่ดินที่จำนองเป็นประกันหนี้ไป และนางสาวสุพรรณีได้ชำระหนี้แก่โจทก์โดยโจทก์ได้ออกหนังสือฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2532 เรื่อง ชำระหนี้และปลดภาระค้ำประกันให้แก่นางสาวสุพรรณีโดยระบุว่า"... ตามที่ธนาคารได้อนุมัติให้ท่านชำระหนี้ส่วนตัวและในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด จำนวน 6,600,000 บาทเพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 149097 และ 169049แขวงสวนหลวง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และปลดภาระค้ำประกันออกไป นั้น... ธนาคารได้รับชำระเงินจำนวน 6,600,000บาท โดยท่านได้ไถ่ถอนทรัพย์จำนองดังกล่าวข้างต้นเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 ภาระหนี้ส่วนตัวและภาระค้ำประกันหนี้บริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ของท่านที่มีต่อธนาคารได้หมดไป..."ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.2 แม้เอกสารหมาย ล.2 จะเป็นสำเนาเอกสารซึ่งถ่ายจากต้นฉบับแต่เมื่อจำเลยอ้างส่งสำเนาต่อศาลพยานโจทก์รับว่าโจทก์ออกเอกสารดังกล่าวจริง จึงถือได้ว่าโจทก์ยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้อง แสดงว่าโจทก์ได้ปลดหนี้ให้แก่นางสาวสุพรรณีแล้ว และในส่วนของจำเลยนั้นเป็นการค้ำประกันหนี้รายเดียวกันย่อมมีผลเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกับนางสาวสุพรรณีจึงมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง ทั้งบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันต่อกันไว้ จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229และ 296 เมื่อนางสาวสุพรรณีได้ชำระหนี้ส่วนตัวและในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ตามเอกสารหมาย ล.2 แล้ว การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สละสิทธิต่อนางสาวสุพรรณีมีผลทำให้หนี้ส่วนที่เหลือสำหรับนางสาวสุพรรณีระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 และย่อมมีผลให้หนี้สำหรับจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมระงับไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 293 จำเลยจึงหลุดพ้นไปด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001120.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544