คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2544 ฉบับเต็ม

#41139
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2580/2544 นางสาวสินิทธิ์ ลักษณัย โจทก์ พันโทสัตยา จิวจินดา จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 420, มาตรา 446 โจทก์เป็นหญิง รับราชการเป็นอาจารย์ โดยตำแหน่งหน้าที่ต้องพบปะผู้คนจำนวนมากแต่ต้องเสียบุคลิกภาพ ใบหน้าเสียโฉมเนื่องจากหนังตาแหว่งเห็นตาขาวมากกว่าปกติ ย่อมเป็นความทุกข์ทรมานที่โจทก์รู้สึกได้อยู่ตลอดเวลาตราบจนความเสียโฉมดังกล่าวจะได้รับการแก้ไข ค่าที่โจทก์ต้องทนทุกข์ทรมานกับค่าที่โจทก์ต้องสูญเสียบุคลิกภาพตั้งแต่จำเลยผ่าตัดโจทก์จนโจทก์ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขถือเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 446 วรรคแรก ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2538 จำเลยทำการผ่าตัดหนังตาล่างและหางตาให้โจทก์เพื่อดูดไขมันออก หลังการผ่าตัดปรากฏว่าหนังตาล่างของโจทก์ทั้งสองข้างหงายเบิกกว้างผิดปกติหลังจากตัดไหมแล้วหนังตาล่างทั้งสองข้างปิดไม่สนิททำให้โจทก์ได้รับความทรมาน โจทก์ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทางศัลยกรรมตกแต่งผ่าตัดแก้ไขให้ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยต้องคืนค่าจ้างทำศัลยกรรม 25,000 บาท แก่โจทก์เนื่องจากจำเลยทำการผ่าตัดโดยขาดความชำนาญและประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ต้องเสียค่าผ่าตัดแก้ไขอีก 90,000 บาท และผลจากการผ่าตัดของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ หน้าเสียโฉมติดตัว ขอเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ 300,000 บาท หลังจากการผ่าตัดโจทก์ไม่สามารถทำงานพิเศษตามปกติเป็นเวลา 6 เดือน ขาดรายได้ไป 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 515,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยทำการผ่าตัดให้โจทก์ประสบความสำเร็จด้วยดี มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริงหากเกิดความเสียหายจริงค่าเสียหายไม่ควรเกิน 3,000 บาทจำเลยไม่มีภาระหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 30,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินจากจำเลยได้หรือไม่เพียงใด ในปัญหานี้โจทก์นำสืบและฎีกาว่า หลังจากตัดไหมในวันที่ 17 เมษายน2538 แล้ว หนังตาล่างของโจทก์ทั้งสองข้างแหว่ง โดยเฉพาะข้างซ้ายแหว่งมากเห็นตาขาวมาก น้ำตาไหลและเวลาอาบน้ำน้ำเข้าตา มีอาการอักเสบต้องใช้ยาหลอดตาในช่วงได้รับการผ่าตัดแก้ไข โจทก์ต้องดมยาสลบเพราะได้รับความเจ็บปวดทรมานมาก เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่แก้ฎีกาต่อสู้ให้เห็นเป็นอย่างอื่นประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่าโจทก์ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าว การที่โจทก์ซึ่งเป็นหญิงรับราชการตำแหน่งอาจารย์ โดยตำแหน่งหน้าที่จึงต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก แต่ต้องเสียบุคลิกภาพใบหน้าเสียโฉมเนื่องจากหนังตาแหว่งเห็นตาขาวมากกว่าปกติ ย่อมเป็นความทุกข์ทรมานที่โจทก์รู้สึกได้อยู่ตลอดเวลาตราบจนความเสียโฉมดังกล่าวจะได้รับการแก้ไข ค่าที่โจทก์ต้องทนทุกข์ทรมานกับค่าที่โจทก์ต้องสูญเสียบุคลิกภาพตั้งแต่จำเลยผ่าตัดโจทก์จนโจทก์ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข ถือเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 วรรคแรกและที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายส่วนนี้200,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท (โนรี จันทร์ทร-พินิจ เพชรรุ่ง-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41139
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065164"
    }
}
date
2544
deka_no
2580/2544
deka_running_no
2580
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420",
            "ม. 446"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวสินิทธิ์ ลักษณัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พันโทสัตยา จิวจินดา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2538 จำเลยทำการผ่าตัดหนังตาล่างและหางตาให้โจทก์เพื่อดูดไขมันออก หลังการผ่าตัดปรากฏว่าหนังตาล่างของโจทก์ทั้งสองข้างหงายเบิกกว้างผิดปกติหลังจากตัดไหมแล้วหนังตาล่างทั้งสองข้างปิดไม่สนิททำให้โจทก์ได้รับความทรมาน โจทก์ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทางศัลยกรรมตกแต่งผ่าตัดแก้ไขให้ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยต้องคืนค่าจ้างทำศัลยกรรม 25,000 บาท แก่โจทก์เนื่องจากจำเลยทำการผ่าตัดโดยขาดความชำนาญและประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ต้องเสียค่าผ่าตัดแก้ไขอีก 90,000 บาท และผลจากการผ่าตัดของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ หน้าเสียโฉมติดตัว ขอเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ 300,000 บาท หลังจากการผ่าตัดโจทก์ไม่สามารถทำงานพิเศษตามปกติเป็นเวลา 6 เดือน ขาดรายได้ไป 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 515,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำการผ่าตัดให้โจทก์ประสบความสำเร็จด้วยดี มิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริงหากเกิดความเสียหายจริงค่าเสียหายไม่ควรเกิน 3,000 บาทจำเลยไม่มีภาระหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 30,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินจากจำเลยได้หรือไม่เพียงใด ในปัญหานี้โจทก์นำสืบและฎีกาว่า หลังจากตัดไหมในวันที่ 17 เมษายน2538 แล้ว หนังตาล่างของโจทก์ทั้งสองข้างแหว่ง โดยเฉพาะข้างซ้ายแหว่งมากเห็นตาขาวมาก น้ำตาไหลและเวลาอาบน้ำน้ำเข้าตา มีอาการอักเสบต้องใช้ยาหลอดตาในช่วงได้รับการผ่าตัดแก้ไข โจทก์ต้องดมยาสลบเพราะได้รับความเจ็บปวดทรมานมาก เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่แก้ฎีกาต่อสู้ให้เห็นเป็นอย่างอื่นประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่าโจทก์ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าว การที่โจทก์ซึ่งเป็นหญิงรับราชการตำแหน่งอาจารย์ โดยตำแหน่งหน้าที่จึงต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก แต่ต้องเสียบุคลิกภาพใบหน้าเสียโฉมเนื่องจากหนังตาแหว่งเห็นตาขาวมากกว่าปกติ ย่อมเป็นความทุกข์ทรมานที่โจทก์รู้สึกได้อยู่ตลอดเวลาตราบจนความเสียโฉมดังกล่าวจะได้รับการแก้ไข ค่าที่โจทก์ต้องทนทุกข์ทรมานกับค่าที่โจทก์ต้องสูญเสียบุคลิกภาพตั้งแต่จำเลยผ่าตัดโจทก์จนโจทก์ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข ถือเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 วรรคแรกและที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายส่วนนี้200,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001119.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544