คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3351/2551 ฉบับเต็ม

#411405
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3351/2551 นางกาญจนา ปลอดวิมุติ กับพวก โจทก์ นางสาวจรูญศรี บูรณธนานุกิจ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีนี้โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดิน เพื่อเรียกที่ดินคืนจากจำเลย โดยอ้างเหตุว่า จำเลยฉ้อโกงโจทก์ทั้งห้าว่าจะยืมที่ดินของโจทก์ทั้งห้าไปจำนองต่อสถาบันการเงิน แต่จำเลยกลับกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจผิดไปจากความประสงค์ที่แท้จริง โดยปลอมว่า โจทก์ทั้งห้ายกที่ดินให้แก่จำเลย และโจทก์ทั้งห้ายังได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและฉ้อโกง คดีอาญาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งห้านำสืบมายังไม่พอฟังว่าคดีมีมูล พิพากษายกฟ้อง แม้จะเป็นการวินิจฉัยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม แต่คดีถึงที่สุดแล้ว อีกทั้งได้วินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวข้องโดยตรงกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้าไม่มีมูลให้ฟังว่า จำเลยกระทำความผิด ฉะนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ___________________________ โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินและคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2175, 2176, 2177, 2178, 2180 ตำบลผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยไม่ติดภาระใดๆ แก่โจทก์ทั้งห้า หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนสัญญาให้ที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์โดยให้กลับคืนสถานภาพเดิมของที่ดินดังกล่าว โดยใช้คำพิพากษาแสดงเจตนาของคู่สัญญา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2366/2542 ที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องจำเลยกับพวก ข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ฉ้อโกง แล้วว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งห้าไต่สวนมายังไม่พอฟังว่าจำเลยกับพวกร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจ พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน และคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งถึงที่สุดแล้วหรือไม่ โจทก์ทั้งห้าฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินเพื่อเรียกที่ดินคืนจากจำเลย โดยอ้างเหตุว่าจำเลยฉ้อโกงโจทก์ทั้งห้าว่าจะยืมที่ดินของโจทก์ทั้งห้าไปจำนองต่อสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการของบริษัทที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 กับจำเลยเป็นผู้ถือหุ้น แต่จำเลยกลับกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจผิดไปจากความประสงค์ที่แท้จริงโดยปลอมว่าโจทก์ทั้งห้ายกที่ดินให้แก่จำเลย และโจทก์ทั้งห้ายังได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและฉ้อโกง ผลคดีอาญาปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งห้านำสืบมายังไม่พอฟังว่าคดีมีมูล พิพากษายกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2366/2542 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีอาญาดังกล่าวแม้จะเป็นการวินิจฉัยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตามแต่คดีถึงที่สุดแล้ว อีกทั้งได้วินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวข้องโดยตรงกับที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้แล้วว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้าไม่มีมูลให้ฟังว่าจำเลยได้กระทำความผิด ฉะนั้น ในการพิพากษาคดีนี้ศาลจึงจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวว่า ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งห้าที่ว่า จำเลยหลอกลวงและปลอมหนังสือมอบอำนาจนั้นรับฟังไม่ได้ โจทก์ทั้งห้าจึงไม่อาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโดยอ้างเหตุดังกล่าวได้ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมศักดิ์ จันทรา-เอกชัย ชินณพงศ์-ชวลิต สุจริตกุล) ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ - นายณรงค์ กอนดี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายเชน ศิริพงษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1290/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ295/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ942/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411405
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์",
        "judge": "นายณรงค์ กอนดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายเชน ศิริพงษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010029"
    }
}
date
2551
deka_no
3351/2551
deka_running_no
3351
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ จันทรา",
    "เอกชัย ชินณพงศ์",
    "ชวลิต สุจริตกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางกาญจนา ปลอดวิมุติ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวจรูญศรี บูรณธนานุกิจ"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินและคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2175, 2176, 2177, 2178, 2180 ตำบลผาจุก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยไม่ติดภาระใดๆ แก่โจทก์ทั้งห้า หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนสัญญาให้ที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์โดยให้กลับคืนสถานภาพเดิมของที่ดินดังกล่าว โดยใช้คำพิพากษาแสดงเจตนาของคู่สัญญา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2366/2542 ที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องจำเลยกับพวก ข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ฉ้อโกง แล้วว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งห้าไต่สวนมายังไม่พอฟังว่าจำเลยกับพวกร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจ พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน และคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งถึงที่สุดแล้วหรือไม่ โจทก์ทั้งห้าฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินเพื่อเรียกที่ดินคืนจากจำเลย โดยอ้างเหตุว่าจำเลยฉ้อโกงโจทก์ทั้งห้าว่าจะยืมที่ดินของโจทก์ทั้งห้าไปจำนองต่อสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการของบริษัทที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 กับจำเลยเป็นผู้ถือหุ้น แต่จำเลยกลับกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจผิดไปจากความประสงค์ที่แท้จริงโดยปลอมว่าโจทก์ทั้งห้ายกที่ดินให้แก่จำเลย และโจทก์ทั้งห้ายังได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและฉ้อโกง ผลคดีอาญาปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งห้านำสืบมายังไม่พอฟังว่าคดีมีมูล พิพากษายกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2366/2542 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีอาญาดังกล่าวแม้จะเป็นการวินิจฉัยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตามแต่คดีถึงที่สุดแล้ว อีกทั้งได้วินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวข้องโดยตรงกับที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้แล้วว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้าไม่มีมูลให้ฟังว่าจำเลยได้กระทำความผิด ฉะนั้น ในการพิพากษาคดีนี้ศาลจึงจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวว่า ข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งห้าที่ว่า จำเลยหลอกลวงและปลอมหนังสือมอบอำนาจนั้นรับฟังไม่ได้ โจทก์ทั้งห้าจึงไม่อาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโดยอ้างเหตุดังกล่าวได้ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งห้าอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ295/2542
primary_red_case_no
พ942/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000623.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1290/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551