คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3407/2551 ฉบับเต็ม

#411411
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3407/2551 บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกลาง จำเลย พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26, มาตรา 37 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1), มาตรา 8 คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ต้องเขียนลงในแบบพิมพ์และผู้รับประเมินต้องลงนามตามที่พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มาตรา 26 กำหนด แต่ถ้าต้องการให้ตัวแทนลงนามแทนก็ต้องมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรตามมาตรา 37 จากข้อเท็จจริง ช. ซึ่งเป็นผู้จัดการได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามโจทก์โดยไม่ปรากฏว่า ช. เป็นผู้แทนซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และได้รับมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอฯแทนโจทก์ ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้ จึงถือว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2548 ของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 1 เลขที่ 3 ลงวันที่ 24 มกราคม 2549 และเพิกถอนคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) เล่มที่ 1 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ให้จำเลยคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์จำนวน 56,100 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2548 เล่มที่ 1 เลขที่ 3 ลงวันที่ 24 มกราคม 2549 และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 01 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 46,100 บาท ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้ยื่นคำร้องขอพิจารณาการประเมินใหม่หรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ต้องเขียนลงในแบบพิมพ์และผู้รับประเมินต้องลงนามตามที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26 กำหนด และหากผู้รับประเมินต้องการให้ตัวแทนลงนามแทนก็ต้องมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 37 แต่จากทางนำสืบของโจทก์ในประเด็นนี้มีนายชัยวัฒน์มาเบิกความว่า นายชัยวัฒน์เป็นผู้จัดการส่วนบริการลูกค้า จังหวัดลำพูน ได้รับมอบอำนาจให้กระทำการแทนโจทก์ในกิจการทั้งหมดและกิจการต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดลำพูน และได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามของโจทก์ มิได้กระทำในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใด ซึ่งตามเอกสารที่นายชัยวัฒน์ได้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามโจทก์โดยไม่ปรากฏว่านายชัยวัฒน์เป็นผู้แทนซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และไม่ปรากฏว่านายชัยวัฒน์ได้รับมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แทนโจทก์ ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้ ส่วนที่นายชัยวัฒน์และนายทรงวุฒิ ผู้จัดการศูนย์บริหารงานกฎหมายเชียงใหม่ และเป็นผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ เบิกความยืนยันว่านายชัยวัฒน์กระทำการในนามของโจทก์ และเป็นการกระทำตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์โดยอ้างสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ รบ.55/2546 เรื่อง มอบอำนาจให้ผู้บริหารปฏิบัติการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งมีนายอรัญรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้สั่งนั้น ก็ปรากฏตามหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจว่า นายธีรวิทย์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่านายอรัญเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งดังกล่าวแทนโจทก์ได้จริงหรือไม่เพียงใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ กรณีถือว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอาการและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 41 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์-องอาจ โรจนสุพจน์-ชาลี ทัพภวิมล) ศาลภาษีอากรกลาง - นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.119/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ100/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ552/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411411
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010027"
    }
}
date
2551
deka_no
3407/2551
deka_running_no
3407
deka_year
2551
department
ภาษีอากร
judges
[
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์",
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 26",
            "ม. 37"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 7 (1)",
            "ม. 8"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกลาง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2548 ของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 1 เลขที่ 3 ลงวันที่ 24 มกราคม 2549 และเพิกถอนคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) เล่มที่ 1 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ให้จำเลยคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์จำนวน 56,100 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2548 เล่มที่ 1 เลขที่ 3 ลงวันที่ 24 มกราคม 2549 และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 01 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 46,100 บาท ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้ยื่นคำร้องขอพิจารณาการประเมินใหม่หรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ต้องเขียนลงในแบบพิมพ์และผู้รับประเมินต้องลงนามตามที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26 กำหนด และหากผู้รับประเมินต้องการให้ตัวแทนลงนามแทนก็ต้องมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 37 แต่จากทางนำสืบของโจทก์ในประเด็นนี้มีนายชัยวัฒน์มาเบิกความว่า นายชัยวัฒน์เป็นผู้จัดการส่วนบริการลูกค้า จังหวัดลำพูน ได้รับมอบอำนาจให้กระทำการแทนโจทก์ในกิจการทั้งหมดและกิจการต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดลำพูน และได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามของโจทก์ มิได้กระทำในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใด ซึ่งตามเอกสารที่นายชัยวัฒน์ได้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในนามโจทก์โดยไม่ปรากฏว่านายชัยวัฒน์เป็นผู้แทนซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และไม่ปรากฏว่านายชัยวัฒน์ได้รับมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แทนโจทก์ ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้ ส่วนที่นายชัยวัฒน์และนายทรงวุฒิ ผู้จัดการศูนย์บริหารงานกฎหมายเชียงใหม่ และเป็นผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ เบิกความยืนยันว่านายชัยวัฒน์กระทำการในนามของโจทก์ และเป็นการกระทำตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์โดยอ้างสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ รบ.55/2546 เรื่อง มอบอำนาจให้ผู้บริหารปฏิบัติการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งมีนายอรัญรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้สั่งนั้น ก็ปรากฏตามหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจว่า นายธีรวิทย์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบว่านายอรัญเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งดังกล่าวแทนโจทก์ได้จริงหรือไม่เพียงใด เอกสารดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ กรณีถือว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอาการและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 41 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ100/2549
primary_red_case_no
พ552/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000623.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.119/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551