คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8323/2550 ฉบับเต็ม

#411422
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8323/2550 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นายศักดิ์ประภา จนางคะกาญจน์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 221 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์คนใดคนหนึ่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งคำร้องของจำเลยพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาตามที่จำเลยระบุเพื่อพิจารณาคำร้องของจำเลยจนครบ เว้นแต่จะมีผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงครบทุกประเด็นตามที่จำเลยต้องการแล้ว เมื่อปรากฎว่ามีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาบางประเด็น ไม่อนุญาตบางประเด็น ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นที่มีผู้อนุญาตทันทีโดยไม่ส่งคำร้องของจำเลยพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นตามคำร้องของจำเลยพิจารณาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเสียก่อน ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 221 ปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยขอให้ผู้พิพากษาอนุญาตให้ฎีกานั้น ต้องเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันแล้วโดยชอบในศาลล่าง เมื่อปรากฎว่าปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยขอให้รับรองนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้นเพราะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ จึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนลงไปเพื่อให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นพิจารณาอีก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ตามมาตรา 4, 7, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 67 จำคุก 5 ปี จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายสุทธินันท์ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในฎีกาของจำเลยหน้าที่ 5 บรรทัดที่ 12 ถึงหน้าที่ 16 บรรทัดที่ 13 และศาลชั้นต้นไม่ส่งคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2548 ไปให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นท่านอื่นและในศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2548 ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 คนใดคนหนึ่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น เมื่อนายสุทธินันท์ มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในฎีกาของจำเลยหน้าที่ 5 บรรทัดที่ 12 จนถึงหน้าที่ 6 บรรทัดที่ 13 ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งคำร้องของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนอื่นที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาต่อไปก่อนจึงมีคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกาของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยโดยไม่ได้ส่งคำร้องของจำเลยดังกล่าวพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาก่อนจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาฎีกาของจำเลยส่วนที่นายสุทธินันท์ ไม่อนุญาตให้ฎีกาแล้ว ปรากฏว่าจำเลยฎีกาว่า หากฟังว่าจำเลยเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเท่านั้น ซึ่งประเด็นที่ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และโจทก์มิได้อุทธรณ์ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แม้นายสุทธินันท์หรือผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือในศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ก็ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องของจำเลยพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่นายสุทธินันท์ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาอีก... พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7. (ชัช ชลวร-วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์-บวร กุลทนันทน์) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายสุทธินันท์ รักความสุข ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวิวรรต นิ่มละมัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6264/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4630/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ7462/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411422
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายสุทธินันท์ รักความสุข"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายวิวรรต นิ่มละมัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013828"
    }
}
date
2550
deka_no
8323/2550
deka_running_no
8323
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ชัช ชลวร",
    "วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์",
    "บวร กุลทนันทน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 221"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศักดิ์ประภา จนางคะกาญจน์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ตามมาตรา 4, 7, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 67 จำคุก 5 ปี จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายสุทธินันท์ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในฎีกาของจำเลยหน้าที่ 5 บรรทัดที่ 12 ถึงหน้าที่ 16 บรรทัดที่ 13 และศาลชั้นต้นไม่ส่งคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2548 ไปให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นท่านอื่นและในศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2548 ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 คนใดคนหนึ่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น เมื่อนายสุทธินันท์ มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในฎีกาของจำเลยหน้าที่ 5 บรรทัดที่ 12 จนถึงหน้าที่ 6 บรรทัดที่ 13 ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งคำร้องของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นคนอื่นที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาต่อไปก่อนจึงมีคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกาของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยโดยไม่ได้ส่งคำร้องของจำเลยดังกล่าวพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาก่อนจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาฎีกาของจำเลยส่วนที่นายสุทธินันท์ ไม่อนุญาตให้ฎีกาแล้ว ปรากฏว่าจำเลยฎีกาว่า หากฟังว่าจำเลยเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเท่านั้น ซึ่งประเด็นที่ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และโจทก์มิได้อุทธรณ์ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 7 แม้นายสุทธินันท์หรือผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือในศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ก็ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องของจำเลยพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่นายสุทธินันท์ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาอีก...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4630/2542
primary_red_case_no
อ7462/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000657.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6264/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550