คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2655/2544 ฉบับเต็ม

#41144
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2655/2544 นาย สนั่น เรือนใหม่ โจทก์ นาง บาน น้อยปิ่น จำเลย โดยนาย ถาวร น้อยปิ่น ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 249 จำเลยฎีกาว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการครอบครองที่ดินของจำเลยและโจทก์เป็นส่วนสัดก็ต้องแบ่งที่ดินตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้น ฎีกาของจำเลยดังกล่าวนอกจากเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงยุติดังที่จำเลยกล่าวอ้างดังกล่าว แต่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานไม่พอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแน่นอนดังนี้ ฎีกาของจำเลยจึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จะต้องรับฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้างด้วยเหตุประการใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาโดยไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7115ขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 7115 ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายที่ดินดังกล่าวโดยการประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลยนำเงินมาแบ่งคนละกึ่งหนึ่ง หากไม่อาจประมูลได้ให้ขายทอดตลาดที่ดินโดยไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างให้ต่างคนต่างรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินได้เงินเท่าใดนำมาแบ่งคนละกึ่งหนึ่ง จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิแบ่งที่ดินคนละกึ่งหนึ่งกับจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายถาวร น้อยปิ่นทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1364 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า หลังจากนางสุดาตายเมื่อปี 2530 โจทก์และจำเลยรับโอนมรดกที่ดินพิพาทโดยระบุในสารบัญจดทะเบียนว่า โจทก์และจำเลยมีกรรมสิทธิ์รวม โดยมิได้ระบุส่วนสัดในการถือกรรมสิทธิ์ตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทและแบบบันทึกการสอบสวนขอจดทะเบียนโอนมรดกเอกสารหมาย จ.1และ จ.2 เมื่อนำมาวินิจฉัยประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยืนยันว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งแล้ว ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยซึ่งเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลย ไม่พอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 149 ตารางวา เป็นส่วนสัดแน่นอนเมื่อจำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแน่นอนตามที่จำเลยอ้างจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า โจทก์และจำเลยมีส่วนในที่ดินพิพาทเท่ากันตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามมาตรา 1363 จำเลยฎีกาว่าตามข้อสันนิษฐานของมาตรา 1357 น่าจะใช้ได้ในกรณีที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการครอบครองที่ดินของจำเลยและโจทก์เป็นส่วนสัดก็ต้องแบ่งที่ดินตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เมื่อที่ดินพิพาทมีตะล่อมข้าวที่จำเลยครอบครองและใช้ประโยชน์เพียงผู้เดียวเนื้อที่ 199 ตารางวา ที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองปลูกบ้านมีเนื้อที่ 48ตารางวา เท่านั้น ศาลฎีกา เห็นว่าที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการครอบครองที่ดินของจำเลยและโจทก์เป็นส่วนสัดก็ต้องแบ่งที่ดินตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้น นอกจากเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7ก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงยุติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ดังกล่าว แต่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยซึ่งเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลย ไม่พอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 199 ตารางวาเป็นส่วนสัดแน่นอนฎีกาของจำเลยจึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7ว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จะต้องรับฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้างด้วยเหตุประการใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย (อำนวย เต้พันธ์-สมชาย จุลนิติ์-ชวลิต ตุลยสิงห์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41144
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065147"
    }
}
date
2544
deka_no
2655/2544
deka_running_no
2655
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "อำนวย เต้พันธ์",
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย สนั่น เรือนใหม่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง บาน น้อยปิ่น"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "โดยนาย ถาวร น้อยปิ่น ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7115ขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 7115 ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายที่ดินดังกล่าวโดยการประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลยนำเงินมาแบ่งคนละกึ่งหนึ่ง หากไม่อาจประมูลได้ให้ขายทอดตลาดที่ดินโดยไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างให้ต่างคนต่างรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินได้เงินเท่าใดนำมาแบ่งคนละกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิแบ่งที่ดินคนละกึ่งหนึ่งกับจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายถาวร น้อยปิ่นทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1364 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า หลังจากนางสุดาตายเมื่อปี 2530 โจทก์และจำเลยรับโอนมรดกที่ดินพิพาทโดยระบุในสารบัญจดทะเบียนว่า โจทก์และจำเลยมีกรรมสิทธิ์รวม โดยมิได้ระบุส่วนสัดในการถือกรรมสิทธิ์ตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทและแบบบันทึกการสอบสวนขอจดทะเบียนโอนมรดกเอกสารหมาย จ.1และ จ.2 เมื่อนำมาวินิจฉัยประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยืนยันว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งแล้ว ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยซึ่งเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลย ไม่พอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 149 ตารางวา เป็นส่วนสัดแน่นอนเมื่อจำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแน่นอนตามที่จำเลยอ้างจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า โจทก์และจำเลยมีส่วนในที่ดินพิพาทเท่ากันตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามมาตรา 1363 จำเลยฎีกาว่าตามข้อสันนิษฐานของมาตรา 1357 น่าจะใช้ได้ในกรณีที่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการครอบครองที่ดินของจำเลยและโจทก์เป็นส่วนสัดก็ต้องแบ่งที่ดินตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เมื่อที่ดินพิพาทมีตะล่อมข้าวที่จำเลยครอบครองและใช้ประโยชน์เพียงผู้เดียวเนื้อที่ 199 ตารางวา ที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองปลูกบ้านมีเนื้อที่ 48ตารางวา เท่านั้น ศาลฎีกา เห็นว่าที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการครอบครองที่ดินของจำเลยและโจทก์เป็นส่วนสัดก็ต้องแบ่งที่ดินตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้น นอกจากเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7ก็มิได้ฟังข้อเท็จจริงยุติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ดังกล่าว แต่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยซึ่งเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลย ไม่พอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ 199 ตารางวาเป็นส่วนสัดแน่นอนฎีกาของจำเลยจึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7ว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จะต้องรับฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้างด้วยเหตุประการใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001119.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544