คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5032/2547 ฉบับเต็ม

#411462
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5032/2547 บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด โจทก์ นายคมกฤช โกวรรธนะกุล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 563 แม้ ป.พ.พ. มาตรา 563 มิได้บัญญัติไว้โดยตรงว่า การใช้สิทธิเรียกร้องซึ่งมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า จะต้องเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อมีผลใช้อยู่ แต่การที่ ป.พ.พ. มาตรา 563 บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า แสดงว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต้องเกิดขึ้นแล้วในวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า โดยอาจเกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้อยู่ หรือระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังครอบครองทรัพย์สินอยู่ แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ในราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เป็นค่าเสียหายที่โจทก์จะทราบได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและขายไปแล้ว จึงเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 แต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อจำนวน 1,405,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 821,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ตุลาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระขาดอายุความหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วจึงต้องฟังว่าเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้อยู่ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 ก็มิได้บัญญัติว่าการฟ้องคดีอันเกี่ยวแก่สัญญาเช่าซื้อมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าจะต้องเป็นค่าเสียหายเฉพาะที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อมีผลใช้บังคับอยู่เท่านั้น ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อก็มีอายุความ 6 เดือนด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า หลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแล้วนำออกขายได้ราคา 409,090.91 บาท เมื่อหักออกจากค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเงินยังขาดอยู่ 798,946.83 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 600,000 บาท จึงเป็นการนำสืบว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 มิได้บัญญัติไว้โดยตรงว่า การใช้สิทธิเรียกร้องซึ่งมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า จะต้องเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อมีผลใช้อยู่ แต่การที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์ที่เช่า แสดงว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต้องเกิดขึ้นแล้วในวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า โดยอาจเกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้อยู่ หรือระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังครอบครองทรัพย์สินอยู่ แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซือ้ได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เป็นค่าเสียหายที่โจทก์จะทราบได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและขายไปแล้ว จึงเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 แต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2541 แล้วฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2542 ภายในกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (มนตรี ยอดปัญญา-สายันต์ สุรสมภพ-สุพัฒน์ บุญยุบล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ในราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เป็นค่าเสียหายที่โจทก์จะทราบได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและขายไปแล้ว จึงเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือนตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่เป็นกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เป็นการวินิจฉัยเดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วินิจฉัยไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2587/2540 เป็นต้น ในการทำสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งส่วนมากมักเป็นบริษัทเงินทุนหรือที่เรียกว่าลิสซิ่งประกอบธุรกิจด้านนี้ ดังนั้น จึงมีแบบพิมพ์สัญญาเช่าซื้อซึ่งเป็นประโยชน์แก่บริษัทอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ในการตัดสินคดีของศาล ศาลมักจะเข้าไปตรวจสอบให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เช่าซื้อด้วยเสมอ แต่กรณีที่มีข้อสัญญาว่าหากผู้ให้เช่าซื้อนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้ราคาไม่คุ้มกับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหรือเงินลงทุนนี้ ศาลยังมิได้ดูแลตรวจสอบเท่าที่ควร กรณีน่าพิจารณาดังนี้ 1. ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องเรียกเงินส่วนที่ขาดจากการลงทุนกรณีเกิดจากผู้ให้เช่าซื้อนำรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาหักจากเงินที่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อลงทุน แล้วผู้ให้เช่าซื้อยังขาดทุนอยู่ ส่วนนี้ต้องแยกพิจารณาออกเป็น 2 กรณี 1.1 หากการที่ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้วได้ราคาต่ำเพราะผู้เช่าซื้อใช้รถโดยไม่ระมัดระวังดูแลรักษาให้ดีหรือใช้รถผิดประเภทเป็นเหตุให้รถยนต์เสื่อมโทรมเช่นนี้ ผู้เช่าซื้อควรจะต้องรับผิดชำระให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ 1.2 แต่ถ้าราคาขายรถที่เช่าซื้อต่ำเพราะเหตุอื่น เช่น เป็นรถที่ตลาดไม่นิยม จึงไม่ค่อยมีผู้ซื้อไปใช้ ทำให้ราคาต่ำเช่นนี้ ผู้เช่าซื้อไม่น่าจะต้องรับผิด 2. ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อส่วนที่ขาดจากการนำราคารถที่เช่าซื้อขายทอดตลาดมาหักชำระออกแล้วยังเหลือส่วนต่างอยู่ เช่นนี้ โดยหลักแล้วผู้ให้เช่าซื้อไม่น่าจะเรียกได้ เพราะมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของผู้เช่าซื้อ เพราะค่าเช่าซื้อมิใช่ราคารถที่แท้จริง หากแต่เป็นค่าเช่ารวมกับราคารถ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 237/2535 ดังนั้น การที่ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องเรียกราคาค่าเช่าซื้อที่ขาดเท่ากับฟ้องให้บังคับผู้เช่าซื้อปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อทั้ง ๆ ที่สัญญาได้เลิกกันแล้ว อย่างไรก็ตามหากผู้ให้เช่าซื้อบรรยายฟ้องด้วยว่าเหตุที่ขายรถได้ราคาต่ำเพราะเกิดจากการใช้รถอย่างไม่ระมัดระวังหรือผิดประเภทของผู้เช่าซื้อ ศาลก็จะต้องพิจารณาราคารถที่ขายได้เทียบกับราคาที่แท้จริงของรถ จะพิจารณาเทียบจากค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหาได้ไม่ ดังเหตุผลข้างต้น คงมีข้อพิจารณาต่อไปว่าค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ในราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหรือน้อยกว่าทุนที่ผู้ให้เช่าซื้อลงไปนั้น เป็นค่าเสียหายที่ผู้ให้เช่าซื้อจะทราบได้ต่อเมื่อได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและขายไปแล้วดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยวางแนวเป็นหลักมาโดยตลอดหรือไม่ เมื่อพิจารณามาตรา 563 ซึ่งบัญญัติว่า คดีอันผู้ให้เช่าจะฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าสิทธิเรียกร้องต้องเกิดขึ้นแล้วในวันส่งคืนรถที่เช่าซื้อ โดยอายเกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้บังคับอยู่ หรือในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังครอบครองรถยนต์อยู่ ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ที่วินิจฉัยว่าราคาที่น้อยกว่าค่าเช่าซื้อหรือที่ต่ำกว่าเงินที่ลงทุนเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อนั้น ถ้าพิจารณาว่าชอบด้วยหลักกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ เมื่อพิจารณาแล้วบทบัญญัติดังกล่าวใช้กับการเช่าทรัพย์ กรณีเช่ารถนั้นผู้ให้เช่าจะนำรถออกให้เช่าโดยพิจารณาอายุการใช้งานของรถที่เช่าเป็นหลัก เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้วจึงจะขายรถจากนั้นจึงซื้อใหม่มาให้เช่าอีก โดยผู้ให้เช่าอาจจะตั้งกำหนดไว้ว่ารถที่ให้เช่าจะต้องมีอายุไม่เกิน 5 ปี เช่นนี้ตราบใดที่มีการเช่าและยังไม่ครบกำหนด 5 ปี ผู้ให้เช่ามักจะยังไม่ขายรถ จึงมีปัญหาว่ากรณีที่ผู้เช่ารถเช่ารถไปแล้วใช้รถอย่างไม่ระมัดระวังดูแลรักษาอย่างดีหรือใช้รถผิดประเภทเป็นเหตุให้รถทรุดโทรม ผู้ให้เช่าก็จะต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ได้รับมอบรถยนต์คืนจากผู้เช่า หากรอหลังจากที่ขายแล้วโดยถือว่าเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันส่งรถยนต์ที่เช่าคืนก็จะทำให้บทบัญญัติมาตรา 563 สิ้นสภาพใช้บังคับไป อีกทั้งทำให้ผู้เช่ามีช่องทางต่อสู้คดีได้ว่าเหตุทรุดโทรมเกิดจากผู้เช่าคนถัดมาได้ ในทางปฏิบัติแล้วเมื่อมีการยึดรถที่เช่าซื้อคืน หรือผู้เช่าซื้อนำรถมาคืนผู้ให้เช่าซื้อจะตรวจสภาพรถว่าอยู่ในสภาพอย่างไร ผ่านการใช้งานมามากน้อยเพียงใด ชำรุดบกพร่องเพียงใด ทำให้ผู้ให้เช่าซื้อเห็นความชำรุดบกพร่องได้ตั้งแต่เวลาส่งมอบแล้ว ไม่ต้องรอถึงเวลาขาย ทั้งนี้ เพราะในการขายทอดตลาดผู้ซื้อก็ดูได้แต่สภาพภายนอกว่ารถมีร่องรอยการชนมาหรือไม่ สภาพเครื่องยนต์เป็นอย่างไร มิได้แตกต่างไปจากที่ผู้ให้เช่าซื้อเห็นแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ขายได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อหรือเงินที่ลงทุนหรือไม่ มิใช่เหตุที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับรถที่ให้เช่าซื้อคืนและขายรถแล้วแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถอย่างไม่ระมัดระวัง ไม่ดูแลรักษา ทำให้รถมีสภาพเสื่อมโทรมเมื่อโจทก์นำออกขายได้ราคาต่ำกว่าค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่มาก คำฟ้องดังกล่าวแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่ารถคันที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปชำรุดบกพร่องตั้งแต่เวลายึดรถคืนมา โจทก์จึงต้องฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์มายึดรถคืนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 563 ดังที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ หาใช่อายุความ 10 ปีตามมาตรา 193/30 แต่อย่างใด ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411462
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082038787"
    }
}
date
2547
deka_no
5032/2547
deka_running_no
5032
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "สุพัฒน์ บุญยุบล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 563"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายคมกฤช โกวรรธนะกุล กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อจำนวน 1,405,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 821,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ตุลาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระขาดอายุความหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วจึงต้องฟังว่าเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้อยู่ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 ก็มิได้บัญญัติว่าการฟ้องคดีอันเกี่ยวแก่สัญญาเช่าซื้อมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าจะต้องเป็นค่าเสียหายเฉพาะที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อมีผลใช้บังคับอยู่เท่านั้น ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อก็มีอายุความ 6 เดือนด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า หลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแล้วนำออกขายได้ราคา 409,090.91 บาท เมื่อหักออกจากค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเงินยังขาดอยู่ 798,946.83 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 600,000 บาท จึงเป็นการนำสืบว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 มิได้บัญญัติไว้โดยตรงว่า การใช้สิทธิเรียกร้องซึ่งมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า จะต้องเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อมีผลใช้อยู่ แต่การที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์ที่เช่า แสดงว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต้องเกิดขึ้นแล้วในวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า โดยอาจเกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้อยู่ หรือระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังครอบครองทรัพย์สินอยู่ แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซือ้ได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เป็นค่าเสียหายที่โจทก์จะทราบได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและขายไปแล้ว จึงเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 แต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2541 แล้วฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2542 ภายในกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ในราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เป็นค่าเสียหายที่โจทก์จะทราบได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและขายไปแล้ว จึงเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือนตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่เป็นกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เป็นการวินิจฉัยเดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วินิจฉัยไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2587/2540 เป็นต้น ในการทำสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อซึ่งส่วนมากมักเป็นบริษัทเงินทุนหรือที่เรียกว่าลิสซิ่งประกอบธุรกิจด้านนี้ ดังนั้น จึงมีแบบพิมพ์สัญญาเช่าซื้อซึ่งเป็นประโยชน์แก่บริษัทอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ในการตัดสินคดีของศาล ศาลมักจะเข้าไปตรวจสอบให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เช่าซื้อด้วยเสมอ แต่กรณีที่มีข้อสัญญาว่าหากผู้ให้เช่าซื้อนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้ราคาไม่คุ้มกับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหรือเงินลงทุนนี้ ศาลยังมิได้ดูแลตรวจสอบเท่าที่ควร กรณีน่าพิจารณาดังนี้ 1. ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องเรียกเงินส่วนที่ขาดจากการลงทุนกรณีเกิดจากผู้ให้เช่าซื้อนำรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาหักจากเงินที่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อลงทุน แล้วผู้ให้เช่าซื้อยังขาดทุนอยู่ ส่วนนี้ต้องแยกพิจารณาออกเป็น 2 กรณี 1.1 หากการที่ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้วได้ราคาต่ำเพราะผู้เช่าซื้อใช้รถโดยไม่ระมัดระวังดูแลรักษาให้ดีหรือใช้รถผิดประเภทเป็นเหตุให้รถยนต์เสื่อมโทรมเช่นนี้ ผู้เช่าซื้อควรจะต้องรับผิดชำระให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ 1.2 แต่ถ้าราคาขายรถที่เช่าซื้อต่ำเพราะเหตุอื่น เช่น เป็นรถที่ตลาดไม่นิยม จึงไม่ค่อยมีผู้ซื้อไปใช้ ทำให้ราคาต่ำเช่นนี้ ผู้เช่าซื้อไม่น่าจะต้องรับผิด 2. ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อส่วนที่ขาดจากการนำราคารถที่เช่าซื้อขายทอดตลาดมาหักชำระออกแล้วยังเหลือส่วนต่างอยู่ เช่นนี้ โดยหลักแล้วผู้ให้เช่าซื้อไม่น่าจะเรียกได้ เพราะมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของผู้เช่าซื้อ เพราะค่าเช่าซื้อมิใช่ราคารถที่แท้จริง หากแต่เป็นค่าเช่ารวมกับราคารถ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 237/2535 ดังนั้น การที่ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องเรียกราคาค่าเช่าซื้อที่ขาดเท่ากับฟ้องให้บังคับผู้เช่าซื้อปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อทั้ง ๆ ที่สัญญาได้เลิกกันแล้ว อย่างไรก็ตามหากผู้ให้เช่าซื้อบรรยายฟ้องด้วยว่าเหตุที่ขายรถได้ราคาต่ำเพราะเกิดจากการใช้รถอย่างไม่ระมัดระวังหรือผิดประเภทของผู้เช่าซื้อ ศาลก็จะต้องพิจารณาราคารถที่ขายได้เทียบกับราคาที่แท้จริงของรถ จะพิจารณาเทียบจากค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหาได้ไม่ ดังเหตุผลข้างต้น คงมีข้อพิจารณาต่อไปว่าค่าเสียหายที่โจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ในราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระหรือน้อยกว่าทุนที่ผู้ให้เช่าซื้อลงไปนั้น เป็นค่าเสียหายที่ผู้ให้เช่าซื้อจะทราบได้ต่อเมื่อได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและขายไปแล้วดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยวางแนวเป็นหลักมาโดยตลอดหรือไม่ เมื่อพิจารณามาตรา 563 ซึ่งบัญญัติว่า คดีอันผู้ให้เช่าจะฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าสิทธิเรียกร้องต้องเกิดขึ้นแล้วในวันส่งคืนรถที่เช่าซื้อ โดยอายเกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้บังคับอยู่ หรือในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังครอบครองรถยนต์อยู่ ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ที่วินิจฉัยว่าราคาที่น้อยกว่าค่าเช่าซื้อหรือที่ต่ำกว่าเงินที่ลงทุนเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อนั้น ถ้าพิจารณาว่าชอบด้วยหลักกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ เมื่อพิจารณาแล้วบทบัญญัติดังกล่าวใช้กับการเช่าทรัพย์ กรณีเช่ารถนั้นผู้ให้เช่าจะนำรถออกให้เช่าโดยพิจารณาอายุการใช้งานของรถที่เช่าเป็นหลัก เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้วจึงจะขายรถจากนั้นจึงซื้อใหม่มาให้เช่าอีก โดยผู้ให้เช่าอาจจะตั้งกำหนดไว้ว่ารถที่ให้เช่าจะต้องมีอายุไม่เกิน 5 ปี เช่นนี้ตราบใดที่มีการเช่าและยังไม่ครบกำหนด 5 ปี ผู้ให้เช่ามักจะยังไม่ขายรถ จึงมีปัญหาว่ากรณีที่ผู้เช่ารถเช่ารถไปแล้วใช้รถอย่างไม่ระมัดระวังดูแลรักษาอย่างดีหรือใช้รถผิดประเภทเป็นเหตุให้รถทรุดโทรม ผู้ให้เช่าก็จะต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ได้รับมอบรถยนต์คืนจากผู้เช่า หากรอหลังจากที่ขายแล้วโดยถือว่าเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากวันส่งรถยนต์ที่เช่าคืนก็จะทำให้บทบัญญัติมาตรา 563 สิ้นสภาพใช้บังคับไป อีกทั้งทำให้ผู้เช่ามีช่องทางต่อสู้คดีได้ว่าเหตุทรุดโทรมเกิดจากผู้เช่าคนถัดมาได้ ในทางปฏิบัติแล้วเมื่อมีการยึดรถที่เช่าซื้อคืน หรือผู้เช่าซื้อนำรถมาคืนผู้ให้เช่าซื้อจะตรวจสภาพรถว่าอยู่ในสภาพอย่างไร ผ่านการใช้งานมามากน้อยเพียงใด ชำรุดบกพร่องเพียงใด ทำให้ผู้ให้เช่าซื้อเห็นความชำรุดบกพร่องได้ตั้งแต่เวลาส่งมอบแล้ว ไม่ต้องรอถึงเวลาขาย ทั้งนี้ เพราะในการขายทอดตลาดผู้ซื้อก็ดูได้แต่สภาพภายนอกว่ารถมีร่องรอยการชนมาหรือไม่ สภาพเครื่องยนต์เป็นอย่างไร มิได้แตกต่างไปจากที่ผู้ให้เช่าซื้อเห็นแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ขายได้ราคาน้อยกว่าค่าเช่าซื้อหรือเงินที่ลงทุนหรือไม่ มิใช่เหตุที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับรถที่ให้เช่าซื้อคืนและขายรถแล้วแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถอย่างไม่ระมัดระวัง ไม่ดูแลรักษา ทำให้รถมีสภาพเสื่อมโทรมเมื่อโจทก์นำออกขายได้ราคาต่ำกว่าค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่มาก คำฟ้องดังกล่าวแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่ารถคันที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปชำรุดบกพร่องตั้งแต่เวลายึดรถคืนมา โจทก์จึงต้องฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์มายึดรถคืนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 563 ดังที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ หาใช่อายุความ 10 ปีตามมาตรา 193/30 แต่อย่างใด ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000884.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547