คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6255/2547 ฉบับเต็ม

#411505
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6255/2547 พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง โจทก์ นายสาธิตหรือสา กริดสัมพันธ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 174, มาตรา 176 ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพียงว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 336, 336 ทวิ และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 40 บาท และกระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัยพ์รวมจำนวน 99 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย กับนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 แม้จำเลยทั้งสองอายุไม่เกิน 20 ปี แต่จากพฤติการณ์แห่งคดีและจากการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองประกอบกับจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดในฐานความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน และจำเลยทั้งสองรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่อาจลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 โดยให้จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 40 บาท กระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัพย์รวม 99 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้นนั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ส่วนของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้นับโทษต่อนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ได้ระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ได้รับทราบรายละเอียดของคำฟ้องและคำขอ และได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องคดีนี้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ว่า ได้กระทำความผิดตามฟ้องและเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษโดยไม่ต้องสืบพยานพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามฟ้องอีกนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงที่ต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏคดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพียงว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชุติมา จงสงวน-ปัญญา ถนอมรอด-วรนาถ ภูมิถาวร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ในคดีอาญาที่จำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนและศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้ว อยู่ในระหว่างจำเลยรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาในคดีก่อน เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีใหม่โจทก์มักจะบรรยายฟ้องให้ศาลเห็นว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาและอยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกกับจะมีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษคดีใหม่ต่อจากโทษในคดีก่อนเมื่อศาลสอบถามคำให้การจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เช่นนี้ จะถือว่าจำเลยให้การรับสารภาพในส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนและอยู่ในระหว่างรับโทษหรือไม่ มีความเห็นออกเป็น 2 ฝ่าย คือ 1. คำให้การรับสารภาพของจำเลยคงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเท่านั้น มิได้รวมถึงให้การรับในข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษและอยู่ในระหว่างรับโทษอยู่แต่อย่างใด เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ 2. ถือว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดและรับว่าเคยต้องคำพิพากษาและอยู่ในระหว่างรับโทษด้วย เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2167/2547 โจทก์ฟ้องได้ระบุไว้แล้วว่านอกจากจำเลยจะกระทำความผิดในคดีนี้แล้ว ยังได้กระทำความผิดโดยถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7354/2544 ของศาลชั้นต้นด้วย และคำขอท้ายฟ้องได้ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ จึงถือว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดจริงและเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อด้วย ฉะนั้น ศาลจึงลงโทษและนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีก่อนได้ เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ออกเป็น 2 แนว จึงมีคำวินิจฉัยแนวหนึ่งที่คลาดเคลื่อนส่วนอีกแนวหนึ่งชอบด้วยกฎหมาย ผู้หมายเหตุเห็นว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ก็จะต้องหมายความว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริงตามฟ้องใหม่รวมทั้งรับว่าเคยต้องคำพิพากษาและอยู่ในระหว่างรับโทษด้วย ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1. ในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นจะต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลย และบรรยายถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อด้วย เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งว่ามิได้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ กลับให้การรับสารภาพตามฟ้อง แสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าเคยกระทำความผิดมาแล้วและอยู่ในระหว่างรับโทษตามฟ้อง 2. คำว่า ฟ้อง ย่อมหมายถึงคำฟ้องทั้งฉบับของโจทก์รวมทั้งคำขอท้ายฟ้องเมื่อโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนและอยู่ในระหว่างการรับโทษ รวมทั้งมีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษในคดีใหม่ต่อจากโทษในคดีก่อน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมต้องหมายถึงฟ้องทั้งฉบับ กล่าวคือในส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีใหม่ และส่วนที่ขอให้นับโทษต่อ หากวินิจฉัยว่าคำให้การรับสารภาพตามฟ้องหมายถึงเฉพาะข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเท่านั้น ก็จะทำให้เข้าใจว่าส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษและอยู่ในระหว่างที่จำเลยรับโทษอยู่นั้น รวมทั้งคำขอท้ายฟ้องจะไม่เป็นฟ้องไปก็จะมีข้อสงสัยอีกว่าหากส่วนนี้ไม่เป็นฟ้องแล้วจะเรียกอะไร ด้วยเหตุนี้แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายความรวมถึงส่วนที่โจทก์บรรยายว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนและอยู่ในระหว่างรอการลงโทษจึงจะชอบด้วยหลักกฎหมาย ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411505
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082038452"
    }
}
date
2547
deka_no
6255/2547
deka_running_no
6255
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ชุติมา จงสงวน",
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "วรนาถ ภูมิถาวร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 174",
            "ม. 176"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสาธิตหรือสา กริดสัมพันธ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 336, 336 ทวิ และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 40 บาท และกระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัยพ์รวมจำนวน 99 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย กับนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 แม้จำเลยทั้งสองอายุไม่เกิน 20 ปี แต่จากพฤติการณ์แห่งคดีและจากการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองประกอบกับจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดในฐานความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน และจำเลยทั้งสองรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่อาจลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 โดยให้จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 40 บาท กระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัพย์รวม 99 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้นนั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ส่วนของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้นับโทษต่อนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ได้ระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ได้รับทราบรายละเอียดของคำฟ้องและคำขอ และได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องคดีนี้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ว่า ได้กระทำความผิดตามฟ้องและเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษโดยไม่ต้องสืบพยานพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามฟ้องอีกนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงที่ต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏคดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพียงว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ในคดีอาญาที่จำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนและศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้ว อยู่ในระหว่างจำเลยรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาในคดีก่อน เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีใหม่โจทก์มักจะบรรยายฟ้องให้ศาลเห็นว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาและอยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกกับจะมีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษคดีใหม่ต่อจากโทษในคดีก่อนเมื่อศาลสอบถามคำให้การจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เช่นนี้ จะถือว่าจำเลยให้การรับสารภาพในส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนและอยู่ในระหว่างรับโทษหรือไม่ มีความเห็นออกเป็น 2 ฝ่าย คือ 1. คำให้การรับสารภาพของจำเลยคงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเท่านั้น มิได้รวมถึงให้การรับในข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษและอยู่ในระหว่างรับโทษอยู่แต่อย่างใด เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ 2. ถือว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดและรับว่าเคยต้องคำพิพากษาและอยู่ในระหว่างรับโทษด้วย เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2167/2547 โจทก์ฟ้องได้ระบุไว้แล้วว่านอกจากจำเลยจะกระทำความผิดในคดีนี้แล้ว ยังได้กระทำความผิดโดยถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7354/2544 ของศาลชั้นต้นด้วย และคำขอท้ายฟ้องได้ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ จึงถือว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดจริงและเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อด้วย ฉะนั้น ศาลจึงลงโทษและนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีก่อนได้ เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ออกเป็น 2 แนว จึงมีคำวินิจฉัยแนวหนึ่งที่คลาดเคลื่อนส่วนอีกแนวหนึ่งชอบด้วยกฎหมาย ผู้หมายเหตุเห็นว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ก็จะต้องหมายความว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริงตามฟ้องใหม่รวมทั้งรับว่าเคยต้องคำพิพากษาและอยู่ในระหว่างรับโทษด้วย ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1. ในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นจะต้องอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลย และบรรยายถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อด้วย เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งว่ามิได้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ กลับให้การรับสารภาพตามฟ้อง แสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าเคยกระทำความผิดมาแล้วและอยู่ในระหว่างรับโทษตามฟ้อง 2. คำว่า ฟ้อง ย่อมหมายถึงคำฟ้องทั้งฉบับของโจทก์รวมทั้งคำขอท้ายฟ้องเมื่อโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนและอยู่ในระหว่างการรับโทษ รวมทั้งมีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษในคดีใหม่ต่อจากโทษในคดีก่อน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมต้องหมายถึงฟ้องทั้งฉบับ กล่าวคือในส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีใหม่ และส่วนที่ขอให้นับโทษต่อ หากวินิจฉัยว่าคำให้การรับสารภาพตามฟ้องหมายถึงเฉพาะข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเท่านั้น ก็จะทำให้เข้าใจว่าส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษและอยู่ในระหว่างที่จำเลยรับโทษอยู่นั้น รวมทั้งคำขอท้ายฟ้องจะไม่เป็นฟ้องไปก็จะมีข้อสงสัยอีกว่าหากส่วนนี้ไม่เป็นฟ้องแล้วจะเรียกอะไร ด้วยเหตุนี้แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายความรวมถึงส่วนที่โจทก์บรรยายว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อนและอยู่ในระหว่างรอการลงโทษจึงจะชอบด้วยหลักกฎหมาย ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000881.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547