คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3545/2547 ฉบับเต็ม

#411568
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3545/2547 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายเมฆินทร์ พูลกสิการณ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาตามยอมก่อนที่ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 หลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติมีผลใช้บังคับแก่คู่ความแล้ว คดีของจำเลยจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยลูกหนี้ตามพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้อีกต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,949,332.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,489,848.05 บาท นัดถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 29665 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ และในการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวในครั้งที่ 2 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดเป็นจำนวน 1,700,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยไปโดยไม่รับฟังคำคัดค้านราคาของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีควรจะขายทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ราคามากกว่าที่ขายไป ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าว โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสี่ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2542 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 แม้จะปรากฏว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ก่อนที่มาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่จะมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 หลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติมีผลใช้บังคับแก่คู่ความแล้ว คดีของจำเลยจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้อีกต่อไป ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี (ของต้นเงินจำนวน 2,489,848.05 บาท ตามคำพิพากษาตามยอม) ในช่วงเวลาที่โจทก์ยึดทรัพย์จำนอง คือ นับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 จนถึงวันที่โจทก์นำเงินค่าประกาศขายทอดตลาดไปวางแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เพราะการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเนิ่นช้าออกไปเป็นการกระทำของโจทก์ไม่ใช่ความผิดของจำเลยนั้น ถือได้ว่าเป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะฎีกาได้เช่นเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาให้แก่จำเลย (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411568
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039794"
    }
}
date
2547
deka_no
3545/2547
deka_running_no
3545
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 309 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเมฆินทร์ พูลกสิการณ์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,949,332.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,489,848.05 บาท นัดถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 29665 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ และในการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวในครั้งที่ 2 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดเป็นจำนวน 1,700,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยไปโดยไม่รับฟังคำคัดค้านราคาของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีควรจะขายทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ราคามากกว่าที่ขายไป ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสี่ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2542 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 แม้จะปรากฏว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ก่อนที่มาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่จะมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 หลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติมีผลใช้บังคับแก่คู่ความแล้ว คดีของจำเลยจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้อีกต่อไป ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี (ของต้นเงินจำนวน 2,489,848.05 บาท ตามคำพิพากษาตามยอม) ในช่วงเวลาที่โจทก์ยึดทรัพย์จำนอง คือ นับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 จนถึงวันที่โจทก์นำเงินค่าประกาศขายทอดตลาดไปวางแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เพราะการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเนิ่นช้าออกไปเป็นการกระทำของโจทก์ไม่ใช่ความผิดของจำเลยนั้น ถือได้ว่าเป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะฎีกาได้เช่นเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาให้แก่จำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000893.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547