คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4751/2547 ฉบับเต็ม

#411608
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4751/2547 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์ นายหนูพร พันกระจัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 850 ป.วิ.อ. มาตรา 39 สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งที่ไม่มีข้อตกลงว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นลูกจ้างมีหน้าที่เป็นพนักงานขายและเก็บเงินจากลูกค้าผู้ซื้อสินค้าของผู้เสียหายนำส่งให้แก่สำนักงานสาขาของผู้เสียหาย เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 310,578 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 34 กระทง เป็นจำคุก 34 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 17 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปเพราะเหตุที่ได้มีการยอมความกันแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติและฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์รับสำเนาแล้วไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยและผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ค่าสินค้าทั้ง 34 รายการ อันเป็นมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4196/2542 ของศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) และผู้เสียหายกับจำเลยและผู้ค้ำประกันได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามเอกสารแนบท้ายคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 ในคดีนี้ระบุว่า จำเลยและผู้ค้ำประกันยินยอมผ่อนชำระหนี้เงินที่ค้างชำระให้แก่ผู้เสียหายเป็นงวดๆ หากจำเลยและผู้ค้ำประกันผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่ง ยอมให้ผู้เสียหายบังคับคดีได้ทันที และผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดจากจำเลยและผู้ค้ำประกันอีกต่อไป เห็นว่า การที่ผู้เสียหายฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางดังกล่าวเป็นการฟ้องคดีเนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างได้กระทำละเมิดต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้าง อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหายได้รับความ ไว้วางใจมอบหมายให้ทำหน้าที่พนักงานขายสินค้าและเก็บเงินจากลูกค้า สมควรปฏิบัติต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่จำเลยกลับอาศัยโอกาสดังกล่าวยักยอกเงินค่าสินค้าของผู้เสียหายถึง 34 ครั้ง ต่อเนื่องกันมารวมเป็นเงินจำนวนสูงถึง 310,578 บาท ทั้งระหว่างพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้าย โดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน () แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411608
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082039000"
    }
}
date
2547
deka_no
4751/2547
deka_running_no
4751
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายหนูพร พันกระจัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นลูกจ้างมีหน้าที่เป็นพนักงานขายและเก็บเงินจากลูกค้าผู้ซื้อสินค้าของผู้เสียหายนำส่งให้แก่สำนักงานสาขาของผู้เสียหาย เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 310,578 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 34 กระทง เป็นจำคุก 34 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 17 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปเพราะเหตุที่ได้มีการยอมความกันแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติและฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์รับสำเนาแล้วไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยและผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ค่าสินค้าทั้ง 34 รายการ อันเป็นมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4196/2542 ของศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์) และผู้เสียหายกับจำเลยและผู้ค้ำประกันได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามเอกสารแนบท้ายคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2543 ในคดีนี้ระบุว่า จำเลยและผู้ค้ำประกันยินยอมผ่อนชำระหนี้เงินที่ค้างชำระให้แก่ผู้เสียหายเป็นงวดๆ หากจำเลยและผู้ค้ำประกันผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่ง ยอมให้ผู้เสียหายบังคับคดีได้ทันที และผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดจากจำเลยและผู้ค้ำประกันอีกต่อไป เห็นว่า การที่ผู้เสียหายฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางดังกล่าวเป็นการฟ้องคดีเนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างได้กระทำละเมิดต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้าง อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหายได้รับความ ไว้วางใจมอบหมายให้ทำหน้าที่พนักงานขายสินค้าและเก็บเงินจากลูกค้า สมควรปฏิบัติต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่จำเลยกลับอาศัยโอกาสดังกล่าวยักยอกเงินค่าสินค้าของผู้เสียหายถึง 34 ครั้ง ต่อเนื่องกันมารวมเป็นเงินจำนวนสูงถึง 310,578 บาท ทั้งระหว่างพิจารณาไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้าย โดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000886.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547