คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2770/2544 ฉบับเต็ม

#41162
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2770/2544 พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ โจทก์ นาย พรพิทักษ์ ธรรมเสนา จำเลย ป.อ. มาตรา 72 ป.วิ.อ. มาตรา 192 ผู้เสียหายตะโกนด่าถึงมารดาจำเลยว่ามารดาจำเลยเป็นโสเภณีและถึงแก่กรรมด้วยโรคเอดส์ เป็นการกล่าวหาว่ามารดาจำเลยสำส่อนทางเพศ ถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม การที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย2 ครั้ง ในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ซึ่งศาลฎีกาลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำร้ายร่างกายนางสุพัฒน์ แช่มรัมย์ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังกายตบตีและใช้ไม้ท่อน 1 ท่อน เป็นอาวุธตีผู้เสียหายถูกบริเวณต้นแขนซ้ายทำให้กระดูกต้นแขนซ้ายหักเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูกมาตรา 297(8)) จำคุก4 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทำร้ายร่างกายนางสุพัฒน์ แช่มรัมย์ผู้เสียหาย โดยใช้มือตบหน้า 2 ครั้ง และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสกระดูกต้นแขนซ้ายหัก ต้องป่วยเจ็บจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยโกรธผู้เสียหายที่จะเอาโต๊ะขายก๋วยเตี๋ยวคืนได้ตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ผู้เสียหายเดินไปที่ร้านค้าซึ่งอยู่ข้างบ้านของจำเลย จำเลยเดินตามไปดึงผู้เสียหายกลับแล้วใช้ไม้ยาว 1 ศอกตีผู้เสียหายถูกบริเวณไหล่ด้านซ้าย เห็นว่า โจทก์มีเพียงผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานปากเดียว ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ไม้ที่อ้างว่าจำเลยใช้ตีก็ไม่ได้ยึดมาเป็นของกลาง ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์เกลี้ยงอุทธา พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าหลังจากผู้เสียหายมาแจ้งความพยานได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุไว้ ซึ่งตามบันทึกการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 10 ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังเขปว่า ผู้เสียหายทะเลาะกับจำเลยเรื่องโต๊ะขายก๋วยเตี๋ยว จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ได้รับบาดเจ็บโดยมิได้บันทึกว่าจำเลยใช้ไม้ตีผู้เสียหายแต่ประการใด ซึ่งหากจำเลยกระทำเช่นนั้นผู้เสียหายย่อมจะแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ทราบและร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ก็น่าจะบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังเขปถึงกรณีดังกล่าวไว้ การที่กระดูกต้นแขนซ้ายของผู้เสียหายหักอาจเกิดจากผู้เสียหายวิ่งล้มลงดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ก็ได้พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยใช้ไม้ตีผู้เสียหายหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227วรรคสอง ข้อเท็จจริงคงฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่าจำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของจำเลยดังกล่าวมากน้อยเพียงใด จึงฟังได้เพียงว่า การกระทำของจำเลยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ส่วนสาเหตุที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหายนั้นจำเลยเบิกความว่า ผู้เสียหายตะโกนด่าถึงมารดาจำเลยว่ามารดาจำเลยเป็นโสเภณีและถึงแก่กรรมด้วยโรคเอดส์ เป็นเหตุให้จำเลยโกรธจึงได้ตบหน้าผู้เสียหาย จำเลยมีนายชอบ กิ่งอินทร์กับนางสาวดวงอมร ธรรมเสนา เบิกความสนับสนุน ซึ่งผู้เสียหายเองก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยรับว่าได้พูดกล่าวหาเช่นนั้นจริง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่จำเลยนำสืบ การที่ผู้เสียหายกล่าวหามารดาจำเลยเช่นนั้นเป็นการกล่าวหาว่ามารดาจำเลยสำส่อนทางเพศ ถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรมการที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ซึ่งศาลฎีกาลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 ประกอบด้วยมาตรา 72 ลงโทษปรับ 600 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 300 บาทจำเลยต้องขังมาเกินโทษปรับแล้วให้ปล่อยตัวไป (ทองหล่อ โฉมงาม-วิรัช ลิ้มวิชัย-สุรพล เจียมจูไร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ข้อวินิจฉัยตอนท้ายคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับนี้แม้ดูเหมือนว่า นำบทบัญญัติมาตรา 192 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาปรับบทในส่วนการกระทำของจำเลยที่พิจารณาได้ความว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ซึ่งมิใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องด้วยทำให้อาจเกิดข้อฉงนว่า เมื่อบทบัญญัติมาตรา 192 วรรคหนึ่งบัญญัติห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องแล้ว เหตุใดจึงนำเอาบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับบทลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นเหตุทำให้จำเลยได้รับโทษน้อยลงซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยก็ตามทั้งมิใช่เป็นการกระทำที่รวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องที่จะนำวรรคท้ายของบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับลงโทษแก่จำเลย ในเรื่องนี้เข้าใจว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับนี้คงไม่ประสงค์ให้เข้าใจเช่นนั้น การนำมาตรา 192 วรรคท้ายมาปรับแก่ข้อเท็จจริงในคดีนี้น่าจะอยู่ที่เพราะทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กาย และเป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวและเมื่อทางพิจารณาได้ความอีกว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดนั้นโดยบันดาลโทสะได้เนื่องจากเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา(คำพิพากษาฎีกาที่ 1296/2521 และที่ 138/2532) ซึ่งไม่ใช่กรณีที่จะต้องปรับด้วยมาตรา 192 และเมื่อพิจารณาจากคำให้การของจำเลยที่ปฏิเสธ เข้าใจว่าคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับนี้ จำเลยคงฎีกาเพียงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น สมชัย ฑีฆาอุตมากร
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41162
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064828"
    }
}
date
2544
deka_no
2770/2544
deka_running_no
2770
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "สุรพล เจียมจูไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 72"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย พรพิทักษ์ ธรรมเสนา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำร้ายร่างกายนางสุพัฒน์ แช่มรัมย์ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังกายตบตีและใช้ไม้ท่อน 1 ท่อน เป็นอาวุธตีผู้เสียหายถูกบริเวณต้นแขนซ้ายทำให้กระดูกต้นแขนซ้ายหักเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูกมาตรา 297(8)) จำคุก4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทำร้ายร่างกายนางสุพัฒน์ แช่มรัมย์ผู้เสียหาย โดยใช้มือตบหน้า 2 ครั้ง และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสกระดูกต้นแขนซ้ายหัก ต้องป่วยเจ็บจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยโกรธผู้เสียหายที่จะเอาโต๊ะขายก๋วยเตี๋ยวคืนได้ตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ผู้เสียหายเดินไปที่ร้านค้าซึ่งอยู่ข้างบ้านของจำเลย จำเลยเดินตามไปดึงผู้เสียหายกลับแล้วใช้ไม้ยาว 1 ศอกตีผู้เสียหายถูกบริเวณไหล่ด้านซ้าย เห็นว่า โจทก์มีเพียงผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานปากเดียว ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ไม้ที่อ้างว่าจำเลยใช้ตีก็ไม่ได้ยึดมาเป็นของกลาง ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์เกลี้ยงอุทธา พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าหลังจากผู้เสียหายมาแจ้งความพยานได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุไว้ ซึ่งตามบันทึกการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 10 ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังเขปว่า ผู้เสียหายทะเลาะกับจำเลยเรื่องโต๊ะขายก๋วยเตี๋ยว จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ได้รับบาดเจ็บโดยมิได้บันทึกว่าจำเลยใช้ไม้ตีผู้เสียหายแต่ประการใด ซึ่งหากจำเลยกระทำเช่นนั้นผู้เสียหายย่อมจะแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ทราบและร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ก็น่าจะบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสังเขปถึงกรณีดังกล่าวไว้ การที่กระดูกต้นแขนซ้ายของผู้เสียหายหักอาจเกิดจากผู้เสียหายวิ่งล้มลงดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ก็ได้พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยใช้ไม้ตีผู้เสียหายหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227วรรคสอง ข้อเท็จจริงคงฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่าจำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของจำเลยดังกล่าวมากน้อยเพียงใด จึงฟังได้เพียงว่า การกระทำของจำเลยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ส่วนสาเหตุที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหายนั้นจำเลยเบิกความว่า ผู้เสียหายตะโกนด่าถึงมารดาจำเลยว่ามารดาจำเลยเป็นโสเภณีและถึงแก่กรรมด้วยโรคเอดส์ เป็นเหตุให้จำเลยโกรธจึงได้ตบหน้าผู้เสียหาย จำเลยมีนายชอบ กิ่งอินทร์กับนางสาวดวงอมร ธรรมเสนา เบิกความสนับสนุน ซึ่งผู้เสียหายเองก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยรับว่าได้พูดกล่าวหาเช่นนั้นจริง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่จำเลยนำสืบ การที่ผู้เสียหายกล่าวหามารดาจำเลยเช่นนั้นเป็นการกล่าวหาว่ามารดาจำเลยสำส่อนทางเพศ ถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรมการที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง ในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ซึ่งศาลฎีกาลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391 ประกอบด้วยมาตรา 72 ลงโทษปรับ 600 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 300 บาทจำเลยต้องขังมาเกินโทษปรับแล้วให้ปล่อยตัวไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ข้อวินิจฉัยตอนท้ายคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับนี้แม้ดูเหมือนว่า นำบทบัญญัติมาตรา 192 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาปรับบทในส่วนการกระทำของจำเลยที่พิจารณาได้ความว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ซึ่งมิใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องด้วยทำให้อาจเกิดข้อฉงนว่า เมื่อบทบัญญัติมาตรา 192 วรรคหนึ่งบัญญัติห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องแล้ว เหตุใดจึงนำเอาบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับบทลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นเหตุทำให้จำเลยได้รับโทษน้อยลงซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยก็ตามทั้งมิใช่เป็นการกระทำที่รวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องที่จะนำวรรคท้ายของบทบัญญัติดังกล่าวมาปรับลงโทษแก่จำเลย ในเรื่องนี้เข้าใจว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับนี้คงไม่ประสงค์ให้เข้าใจเช่นนั้น การนำมาตรา 192 วรรคท้ายมาปรับแก่ข้อเท็จจริงในคดีนี้น่าจะอยู่ที่เพราะทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กาย และเป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัสที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความนั้นได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวและเมื่อทางพิจารณาได้ความอีกว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดนั้นโดยบันดาลโทสะได้เนื่องจากเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา(คำพิพากษาฎีกาที่ 1296/2521 และที่ 138/2532) ซึ่งไม่ใช่กรณีที่จะต้องปรับด้วยมาตรา 192 และเมื่อพิจารณาจากคำให้การของจำเลยที่ปฏิเสธ เข้าใจว่าคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับนี้ จำเลยคงฎีกาเพียงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น สมชัย ฑีฆาอุตมากร
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001116.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544