คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5412/2547 ฉบับเต็ม

#411640
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5412/2547 บริษัทสวีเดนขนส่ง จำกัด โจทก์ บริษัทซี.เอ. ทรานสปอร์ต และการพาณิชย์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ที่จำเลยตกลงยินยอมผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาทกับหนี้ในคดีอื่นอีกพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ หากจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามบันทึกครบถ้วนโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่นทั้งหมด หากจำเลยผิดเงื่อนไขยินยอมให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไปตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันนั้น เป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยทั้งสองจะชดใช้เงินของโจทก์ที่ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าโจทก์ตกลง เลิกหรือระงับการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นเพียงบันทึกที่จะชดใช้ค่าเสียหายกันในทางแพ่ง มิใช่เป็นการยอมความอันมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์ต้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) คดีจึงยังไม่เลิกกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจาการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 91 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1895/2540, 3116/2540, 258/2541 หมายเลขแดงที่ 4208/2540, 4220/2540, 4222/2540 และ 4394/2540 ของศาลชั้นต้น ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเช็คฉบับที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะเช็คฉบับที่ 3 ถึงที่ 6 ให้ประทับฟ้อง และยกฟ้องเช็คฉบับแรก จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4(1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ตามเช็คฉบับที่ 3 และที่ 5 กระทงละ 25,000 บาท และตามเช็คฉบับที่ 4 และที่ 6 กระทงละ 20,000 บาท รวม 4 กระทง เป็นเงิน 90,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตามเช็คฉบับที่ 3 และที่ 5 กระทงละ 5 เดือน และตามเช็คฉบับที่ 4 และที่ 6 กระทงละ 4 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 45,000 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4220/2540 และหมายเลขแดงที่ 4394/2540 ของศาลชั้นต้น แต่ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีอื่นของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 หรือไม่ จึงให้ยกคำขอ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ คือ เช็คฉบับแรก ฉบับที่ 3 ถึงฉบับที่ 6 รวมเป็นเงิน 1,872,444.69 บาท ในคดีนี้เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกหัวลากที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปจากโจทก์และชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระแก่โจทก์ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งห้าฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คทั้งห้าฉบับเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและใบคืนเช็ค ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ ลงวันที่ 11 มีนาคม 2541 ตามเอกสารในสำนวนอันดับที่ 52 ว่าจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งห้าฉบับในคดีนี้ และเช็คที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ในคดีอื่นอีก 7 คดี เป็นต้นเงินทั้งสิ้น 15,633,063.59 บาท โดยตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรวม 47 งวด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ โดยผ่อนชำระเป็น 4 งวด รวมเป็นเงินดอกเบี้ย 8,389,059.85 แล้วโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ตามบันทึกนี้ครบถ้วน โจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่นทั้งหมด แต่หากจำเลยทั้งสองผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยทั้งสองยินยอมให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ อันมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยทั้งสองจะชดใช้เงินของโจทก์ที่ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วนเท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดแสดงให้เห็นว่าโจทก์ตกลงเลิกหรือระงับการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองแต่ประการใด ข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงบันทึกที่จะชดใช้ค่าเสียหายกันในทางแพ่งเท่านั้น มิใช่เป็นการยอมความอันมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์ต้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) คดีจึงยังไม่เลิกกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายฉบับ และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเช็คทุกฉบับรวมแล้วเป็นหนี้เงินจำนวนมาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่โจทก์แก้ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีอื่นนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานว่าศาลมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่นับโทษต่อให้" พิพากษากลับ (ประทีป ปิติสันต์-สมศักดิ์ เนตรมัย-สุภิญโญ ชยารักษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411640
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082038465"
    }
}
date
2547
deka_no
5412/2547
deka_running_no
5412
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป ปิติสันต์",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุภิญโญ ชยารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสวีเดนขนส่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทซี.เอ. ทรานสปอร์ต"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "และการพาณิชย์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจาการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 91 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1895/2540, 3116/2540, 258/2541 หมายเลขแดงที่ 4208/2540, 4220/2540, 4222/2540 และ 4394/2540 ของศาลชั้นต้น

ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเช็คฉบับที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะเช็คฉบับที่ 3 ถึงที่ 6 ให้ประทับฟ้อง และยกฟ้องเช็คฉบับแรก

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4(1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ตามเช็คฉบับที่ 3 และที่ 5 กระทงละ 25,000 บาท และตามเช็คฉบับที่ 4 และที่ 6 กระทงละ 20,000 บาท รวม 4 กระทง เป็นเงิน 90,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตามเช็คฉบับที่ 3 และที่ 5 กระทงละ 5 เดือน และตามเช็คฉบับที่ 4 และที่ 6 กระทงละ 4 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 45,000 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4220/2540 และหมายเลขแดงที่ 4394/2540 ของศาลชั้นต้น แต่ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีอื่นของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 หรือไม่ จึงให้ยกคำขอ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ คือ เช็คฉบับแรก ฉบับที่ 3 ถึงฉบับที่ 6 รวมเป็นเงิน 1,872,444.69 บาท ในคดีนี้เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกหัวลากที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปจากโจทก์และชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระแก่โจทก์ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งห้าฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คทั้งห้าฉบับเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและใบคืนเช็ค ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ ลงวันที่ 11 มีนาคม 2541 ตามเอกสารในสำนวนอันดับที่ 52 ว่าจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งห้าฉบับในคดีนี้ และเช็คที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ในคดีอื่นอีก 7 คดี เป็นต้นเงินทั้งสิ้น 15,633,063.59 บาท โดยตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรวม 47 งวด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ โดยผ่อนชำระเป็น 4 งวด รวมเป็นเงินดอกเบี้ย 8,389,059.85 แล้วโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ตามบันทึกนี้ครบถ้วน โจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่นทั้งหมด แต่หากจำเลยทั้งสองผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยทั้งสองยินยอมให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ อันมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยทั้งสองจะชดใช้เงินของโจทก์ที่ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วนเท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดแสดงให้เห็นว่าโจทก์ตกลงเลิกหรือระงับการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองแต่ประการใด ข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงบันทึกที่จะชดใช้ค่าเสียหายกันในทางแพ่งเท่านั้น มิใช่เป็นการยอมความอันมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์ต้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) คดีจึงยังไม่เลิกกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายฉบับ และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเช็คทุกฉบับรวมแล้วเป็นหนี้เงินจำนวนมาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่โจทก์แก้ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีอื่นนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานว่าศาลมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่นับโทษต่อให้"

พิพากษากลับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000881.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547