คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2878/2544 ฉบับเต็ม

#41168
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2878/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสุดสาคร พงษ์ภาพ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 226 ข้อเท็จจริงที่จะรับฟังลงโทษจำเลยต้องได้มาจากพยานหลักฐานของโจทก์ แม้จำเลยเบิกความรับข้อเท็จจริงใดก็มิใช่พยานหลักฐานของโจทก์ จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยหาได้ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58, 339 บวกโทษที่รอการลงโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 2933/2541 ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษในคดีนี้และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 656 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้ายในการลักทรัพย์ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จำคุก 12 ปีคำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 2933/2541 ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก 8 ปี 1 เดือน ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 656 บาท นั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับทรัพย์ของกลางคืนแล้ว จึงให้ยกคำขอ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก จำคุก 2 ปีจำเลยให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือนบวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 2933/2541ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 1 ปี 5 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ลักเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายด้วยหรือไม่โจทก์มีนายไพรัด ผดาศรี พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุเบิกความเป็นพยานว่าขณะจำเลยขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์เตรียมพาเอาทรัพย์ที่ลักมาจากร้านเกิดเหตุหลบหนีไปนั้น พยานเข้าไปจับไหล่จำเลยไว้แต่จำเลยสะบัดหลุดและวิ่งหนี พยานจึงกระโดดล็อกคอจำเลยแล้วกอดปล้ำต่อสู้กัน ขณะกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ พยานรู้สึกว่ามีของแหลมทิ่มแทงที่ชายโครง 2 ครั้ง ของแหลมดังกล่าวยาวประมาณ6 ถึง 7 นิ้ว แต่ไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใด เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำและใช้อาวุธมีดปลายแหลมขู่เข็ญนายไพรัดว่าทันใดนั้นจะใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายหากนายไพรัดขัดขืน แสดงว่าจำเลยมีอาวุธมีดและยังไม่ได้แทงทำร้ายร่างกายนายไพรัด ดังนั้น ที่นายไพรัดเบิกความว่า ถูกของแหลมยาวประมาณ 6 ถึง 7 นิ้ว ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใดทิ่มแทงที่ชายโครง2 ครั้ง โดยไม่ปรากฏบาดแผลและอาวุธที่ใช้ทิ่มแทงเป็นของกลางจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่นายไพรัดเบิกความว่า มีการกอดปล้ำต่อสู้กันด้วยนั้น นายไพรัดเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าในการกอดปล้ำกันครั้งแรก จำเลยไม่ได้ทำการต่อสู้ จำเลยเพียงแต่ดิ้นรนให้หลุดพ้นเท่านั้น ส่วนการกอดปล้ำกันครั้งที่สองไม่ได้ความว่านายไพรัดกับจำเลยกอดปล้ำต่อสู้กันอย่างไร พฤติการณ์ของจำเลยที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายนายไพรัด ลำพังแต่คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยเบิกความรับว่าจำเลยได้หยิบไม้กวาดขึ้นมาถือไว้ ทำให้นายไพรัดไม่กล้าเข้าใกล้จำเลย เท่ากับเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายนายไพรัดนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จะรับฟังลงโทษจำเลยต้องได้มาจากพยานหลักฐานของโจทก์ แม้จำเลยเบิกความรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฎีกา คำเบิกความดังกล่าวก็มิใช่พยานหลักฐานของโจทก์ จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชาญชัย ลิขิตจิตถะ-จำรูญ แสนภักดี-วสันต์ ตรีสุวรรณ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41168
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064714"
    }
}
date
2544
deka_no
2878/2544
deka_running_no
2878
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ชาญชัย ลิขิตจิตถะ",
    "จำรูญ แสนภักดี",
    "วสันต์ ตรีสุวรรณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุดสาคร พงษ์ภาพ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58, 339 บวกโทษที่รอการลงโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 2933/2541 ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษในคดีนี้และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 656 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้ายในการลักทรัพย์ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จำคุก 12 ปีคำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 2933/2541 ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก 8 ปี 1 เดือน ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 656 บาท นั้น ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับทรัพย์ของกลางคืนแล้ว จึงให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก จำคุก 2 ปีจำเลยให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือนบวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 2933/2541ของศาลแขวงพระนครใต้ เข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 1 ปี 5 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ลักเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปโดยทุจริต คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายด้วยหรือไม่โจทก์มีนายไพรัด ผดาศรี พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุเบิกความเป็นพยานว่าขณะจำเลยขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์เตรียมพาเอาทรัพย์ที่ลักมาจากร้านเกิดเหตุหลบหนีไปนั้น พยานเข้าไปจับไหล่จำเลยไว้แต่จำเลยสะบัดหลุดและวิ่งหนี พยานจึงกระโดดล็อกคอจำเลยแล้วกอดปล้ำต่อสู้กัน ขณะกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ พยานรู้สึกว่ามีของแหลมทิ่มแทงที่ชายโครง 2 ครั้ง ของแหลมดังกล่าวยาวประมาณ6 ถึง 7 นิ้ว แต่ไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใด เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำและใช้อาวุธมีดปลายแหลมขู่เข็ญนายไพรัดว่าทันใดนั้นจะใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายหากนายไพรัดขัดขืน แสดงว่าจำเลยมีอาวุธมีดและยังไม่ได้แทงทำร้ายร่างกายนายไพรัด ดังนั้น ที่นายไพรัดเบิกความว่า ถูกของแหลมยาวประมาณ 6 ถึง 7 นิ้ว ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นวัตถุชนิดใดทิ่มแทงที่ชายโครง2 ครั้ง โดยไม่ปรากฏบาดแผลและอาวุธที่ใช้ทิ่มแทงเป็นของกลางจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่นายไพรัดเบิกความว่า มีการกอดปล้ำต่อสู้กันด้วยนั้น นายไพรัดเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าในการกอดปล้ำกันครั้งแรก จำเลยไม่ได้ทำการต่อสู้ จำเลยเพียงแต่ดิ้นรนให้หลุดพ้นเท่านั้น ส่วนการกอดปล้ำกันครั้งที่สองไม่ได้ความว่านายไพรัดกับจำเลยกอดปล้ำต่อสู้กันอย่างไร พฤติการณ์ของจำเลยที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายนายไพรัด ลำพังแต่คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยเบิกความรับว่าจำเลยได้หยิบไม้กวาดขึ้นมาถือไว้ ทำให้นายไพรัดไม่กล้าเข้าใกล้จำเลย เท่ากับเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายนายไพรัดนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จะรับฟังลงโทษจำเลยต้องได้มาจากพยานหลักฐานของโจทก์ แม้จำเลยเบิกความรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฎีกา คำเบิกความดังกล่าวก็มิใช่พยานหลักฐานของโจทก์ จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001115.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544