คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2883/2544 ฉบับเต็ม

#41169
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2883/2544 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นาย ทับหรือยาว ฆ้องนอก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดข้อกล่าวหา จำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่าไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหาได้ไม่ เพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกาก็ตาม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกอีกหลายคนร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านเรือนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายสนม เหล็กลอย ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วร่วมกันลักเอาเครื่องยนต์รถไถนาของผู้เสียหายซึ่งเป็นเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมทำนา และได้เก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไปโดยทุจริต ทั้งนี้ ในการลักทรัพย์ดังกล่าว จำเลยกับพวกร่วมกันใช้รถยนต์ตู้เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 335(1)(7)(8)(12), 336 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 22,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8)(12) วรรคสอง,336 ทวิ, 83 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 22,000 บาท แก่ผู้เสียหายพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นสมควรไม่รอการลงโทษ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมายืนยันว่า จำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ในเคหสถาน และร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้น เห็นว่า จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่าไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องดังกล่าวหาได้ไม่ เพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย..." พิพากษายืน (วิเทพ ศิริพากย์-มงคล ทับเที่ยง-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41169
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064713"
    }
}
date
2544
deka_no
2883/2544
deka_running_no
2883
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิเทพ ศิริพากย์",
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ทับหรือยาว ฆ้องนอก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกอีกหลายคนร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านเรือนอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายสนม เหล็กลอย ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วร่วมกันลักเอาเครื่องยนต์รถไถนาของผู้เสียหายซึ่งเป็นเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมทำนา และได้เก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไปโดยทุจริต ทั้งนี้ ในการลักทรัพย์ดังกล่าว จำเลยกับพวกร่วมกันใช้รถยนต์ตู้เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 335(1)(7)(8)(12), 336 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 22,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8)(12) วรรคสอง,336 ทวิ, 83 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 22,000 บาท แก่ผู้เสียหายพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นสมควรไม่รอการลงโทษ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(8) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมายืนยันว่า จำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ในเคหสถาน และร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้น เห็นว่า จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะฎีกาโต้เถียงว่าไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องดังกล่าวหาได้ไม่ เพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย..."

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001115.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544