คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6553/2547 ฉบับเต็ม

#411690
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6553/2547 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางฮิน ฮิน ยี จำเลย ป.อ. มาตรา 3, มาตรา 52, มาตรา 78 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, มาตรา 66 วรรคสอง, มาตรา 66 วรรคสาม การลดโทษประหารชีวิตให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 52 (2) ศาลจะลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปี ถึง 50 ปี ก็ได้ เป็นดุลพินิจของศาลตามพฤติการณ์แห่งความร้ายแรงของแต่ละคดีเป็นเรื่องๆ ไป ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯ มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยซึ่งเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและเห็นว่าคดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ให้ประหารชีวิตจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การลดโทษประหารชีวิตให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) ศาลจะลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปี ถึง 50 ปี ก็ได้ เป็นดุลพินิจของศาลตามพฤติการณ์แห่งความร้ายแรงของแต่ละคดีเป็นเรื่องๆ ไป คดีนี้เมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท 1 ที่จำเลยจำหน่ายมีจำนวนถึง 50,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 1,328.947 กรัม ซึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนมาก ทั้งความผิดดังกล่าวเกี่ยวโยงกับความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศชาติโดยตรง เพราะหากผู้ที่ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยไปเสพ นอกจากจะเกิดอันตรายแก่ตัวเองแล้ว ยังอาจจะเป็นอันตรายแก่บุคคลที่อยู่ข้างเคียงเมื่อผู้เสพเกิดมีอาการเมาเมทแอมเฟตามีนได้ ถ้านำไปจำหน่ายต่อไปก็ทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่ระบาดออกไปอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษประหารชีวิตให้จำเลยกึ่งหนึ่งเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยซึ่งเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและเห็นว่าคดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน (ประชา ประสงค์จรรยา-องอาจ โรจนสุพจน์-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ มีข้อพิจารณาว่า ระหว่างการพิจารณาคดีอาญามีการแก้ไขกฎหมายใหม่ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย เช่นนี้ ศาลที่พิจารณาคดีจะต้องวินิจฉัยถึงกฎหมายใหม่หรือไม่ โดยหลักแล้วในการพิจารณาคดีหากศาลฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำผิด ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายที่ใช้ในขณะยื่นฟ้องเป็นหลัก (กฎหมายในขณะกระทำความผิด เว้นแต่กรณีที่มีประกาศใช้กฎหมายใหม่ในขณะที่มีการสอบสวน) หากมีการประกาศใช้กฎหมายใหม่ในระหว่างการพิจารณาและกฎหมายที่ประกาศใช้ใหม่ ไม่เป็นคุณ แก่จำเลย ศาลก็จะนำกฎหมายเก่าที่ปรากฏตามคำขอท้ายฟ้องมาปรับลงโทษจำเลย โดยไม่วินิจฉัยว่ากฎหมายที่ประกาศใช้ใหม่ไม่เป็นคุณดังเช่นในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์เห็นว่ากฎหมายที่ประกาศใช้ใหม่ ไม่เป็นคุณ แก่จำเลยจึงปรับบทลงโทษจำเลยตามกฎหมายเก่าโดยมิได้วินิจฉัยถึงกฎหมายที่ประกาศใช้ใหม่ซึ่งน่าจะชอบแล้ว ทั้งนี้เพราะ ป.อ. มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด... จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบังคับให้ศาลที่พิจารณาคดีใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดเท่านั้น เมื่อไม่เป็นคุณก็ไม่ต้องนำมาใช้ การที่กฎหมายที่ประกาศใช้ใหม่ไม่เป็นคุณจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยไว้เป็นเรื่องที่ละไว้โดยเข้าใจกันได้ว่าไม่เป็นคุณ เว้นแต่ว่ามีประเด็นโต้เถียงกันว่ากฎหมายใหม่เป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่ จึงจะต้องวินิจฉัยให้ ดังนั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ไม่วินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณ ชอบแล้ว การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่ ไม่เป็นคุณ แก่จำเลยนั้น น่าจะเกินเลยจากบทบัญญัติมาตรา 3 และแท้จริงแล้วศาลอุทธรณ์มิได้ผิดพลาดแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้ว่าศาลฎีกาก็มิได้พิพากษากลับ แก้ หรือยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงพิพากษายืน ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411690
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082038121"
    }
}
date
2547
deka_no
6553/2547
deka_running_no
6553
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ประชา ประสงค์จรรยา",
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 3",
            "ม. 52",
            "ม. 78"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 66 วรรคสอง",
            "ม. 66 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางฮิน ฮิน ยี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ให้ประหารชีวิตจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การลดโทษประหารชีวิตให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) ศาลจะลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษจำคุกตั้งแต่ 25 ปี ถึง 50 ปี ก็ได้ เป็นดุลพินิจของศาลตามพฤติการณ์แห่งความร้ายแรงของแต่ละคดีเป็นเรื่องๆ ไป คดีนี้เมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท 1 ที่จำเลยจำหน่ายมีจำนวนถึง 50,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 1,328.947 กรัม ซึ่งถือได้ว่าเป็นจำนวนมาก ทั้งความผิดดังกล่าวเกี่ยวโยงกับความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศชาติโดยตรง เพราะหากผู้ที่ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยไปเสพ นอกจากจะเกิดอันตรายแก่ตัวเองแล้ว ยังอาจจะเป็นอันตรายแก่บุคคลที่อยู่ข้างเคียงเมื่อผู้เสพเกิดมีอาการเมาเมทแอมเฟตามีนได้ ถ้านำไปจำหน่ายต่อไปก็ทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่ระบาดออกไปอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษประหารชีวิตให้จำเลยกึ่งหนึ่งเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยซึ่งเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและเห็นว่าคดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
มีข้อพิจารณาว่า ระหว่างการพิจารณาคดีอาญามีการแก้ไขกฎหมายใหม่ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย เช่นนี้ ศาลที่พิจารณาคดีจะต้องวินิจฉัยถึงกฎหมายใหม่หรือไม่ โดยหลักแล้วในการพิจารณาคดีหากศาลฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำผิด ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายที่ใช้ในขณะยื่นฟ้องเป็นหลัก (กฎหมายในขณะกระทำความผิด เว้นแต่กรณีที่มีประกาศใช้กฎหมายใหม่ในขณะที่มีการสอบสวน) หากมีการประกาศใช้กฎหมายใหม่ในระหว่างการพิจารณาและกฎหมายที่ประกาศใช้ใหม่ ไม่เป็นคุณ แก่จำเลย ศาลก็จะนำกฎหมายเก่าที่ปรากฏตามคำขอท้ายฟ้องมาปรับลงโทษจำเลย โดยไม่วินิจฉัยว่ากฎหมายที่ประกาศใช้ใหม่ไม่เป็นคุณดังเช่นในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์เห็นว่ากฎหมายที่ประกาศใช้ใหม่ ไม่เป็นคุณ แก่จำเลยจึงปรับบทลงโทษจำเลยตามกฎหมายเก่าโดยมิได้วินิจฉัยถึงกฎหมายที่ประกาศใช้ใหม่ซึ่งน่าจะชอบแล้ว ทั้งนี้เพราะ ป.อ. มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด... จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบังคับให้ศาลที่พิจารณาคดีใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดเท่านั้น เมื่อไม่เป็นคุณก็ไม่ต้องนำมาใช้ การที่กฎหมายที่ประกาศใช้ใหม่ไม่เป็นคุณจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยไว้เป็นเรื่องที่ละไว้โดยเข้าใจกันได้ว่าไม่เป็นคุณ เว้นแต่ว่ามีประเด็นโต้เถียงกันว่ากฎหมายใหม่เป็นคุณแก่จำเลยหรือไม่ จึงจะต้องวินิจฉัยให้ ดังนั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ไม่วินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณ ชอบแล้ว การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่ ไม่เป็นคุณ แก่จำเลยนั้น น่าจะเกินเลยจากบทบัญญัติมาตรา 3 และแท้จริงแล้วศาลอุทธรณ์มิได้ผิดพลาดแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้ว่าศาลฎีกาก็มิได้พิพากษากลับ แก้ หรือยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงพิพากษายืน ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000878.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547