คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7556/2547 ฉบับเต็ม

#411817
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7556/2547 บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ นายสมศักดิ์ ฟองฤทธิ์ กับพวก จำเลย บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 572, มาตรา 887 ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) รถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อและรถยนต์ที่เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยเป็นรถยนต์คันเดียวกัน และสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั้งสองเกิดจากการสูญหายของรถยนต์คันเดียวกัน เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งจำเลยที่ 1 เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยร่วมสูญหาย จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) โดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องจำเลยร่วมเป็นจำเลยในคดีนี้และไม่จำต้องเป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยร่วมแต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน 140,000 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยร่วมไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์เช่าซื้อไว้แก่จำเลยร่วม โดยจำเลยร่วมจะต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนจำนวน 50,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ในกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเอาประกันภัยสูญหาย จำเลยร่วมมิได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยทั้งสามขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามารับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมและมิได้เป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยร่วม โดยโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ส่วนจำเลยร่วมต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัย แต่จำเลยร่วมถูกศาลชั้นต้นหมายเรียกให้เข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากศาลพิจารณาให้จำเลยที่ 1 แพ้คดี ซึ่งรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อและรถยนต์ที่เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยเป็นรถยนต์คันเดียวกันและสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั้งสองเกิดจากการสูญหายของรถยนต์คันเดียวกัน เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเอาประกันภัยไว้แก่จำเลยร่วมสูญหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ขณะเดียวกันก็มีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าทดแทนจากจำเลยร่วมตามสัญญาประกันภัย จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมายโดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องจำเลยร่วมเป็นจำเลยในคดีนี้ และไม่จำต้องเป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยร่วมแต่อย่างใด เมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหาย จำเลยร่วมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 3.1 ส่วนที่จำเลยร่วมฎีกาว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 3.5.3 ที่ระบุเงื่อนไขว่าจำเลยร่วมจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนครบถ้วนตามสัญญาประกันภัยให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ต้องทำสัญญาจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยร่วมทันทีเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เงื่อนไขในกรมธรรม์ดังกล่าวไม่มีข้อความระบุต่อไปว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยร่วมแล้วจำเลยจะหลุดพ้นความรับผิด ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ก็มอบกุญแจรถยนต์ให้แก่จำเลยร่วมแล้ว การที่จำเลยที่ 1 หรือโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวจำเลยร่วมจึงไม่หลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาประกันภัย และไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงค่าสินไหมทดแทนไว้ แม้ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าไม่เป็นสาระนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สิทธิชัย รุ่งตระกูล-สมศักดิ์ เนตรมัย-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411817
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082037557"
    }
}
date
2547
deka_no
7556/2547
deka_running_no
7556
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 572",
            "ม. 887"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57 (3) (ก)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมศักดิ์ ฟองฤทธิ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน 140,000 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยร่วมไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์เช่าซื้อไว้แก่จำเลยร่วม โดยจำเลยร่วมจะต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนจำนวน 50,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ในกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเอาประกันภัยสูญหาย จำเลยร่วมมิได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยทั้งสามขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามารับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมและมิได้เป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยร่วม โดยโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ส่วนจำเลยร่วมต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัย แต่จำเลยร่วมถูกศาลชั้นต้นหมายเรียกให้เข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากศาลพิจารณาให้จำเลยที่ 1 แพ้คดี ซึ่งรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อและรถยนต์ที่เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยเป็นรถยนต์คันเดียวกันและสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั้งสองเกิดจากการสูญหายของรถยนต์คันเดียวกัน เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเอาประกันภัยไว้แก่จำเลยร่วมสูญหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ขณะเดียวกันก็มีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าทดแทนจากจำเลยร่วมตามสัญญาประกันภัย จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมายโดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องจำเลยร่วมเป็นจำเลยในคดีนี้ และไม่จำต้องเป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยร่วมแต่อย่างใด เมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหาย จำเลยร่วมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 3.1 ส่วนที่จำเลยร่วมฎีกาว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 3.5.3 ที่ระบุเงื่อนไขว่าจำเลยร่วมจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนครบถ้วนตามสัญญาประกันภัยให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ต้องทำสัญญาจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยร่วมทันทีเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เงื่อนไขในกรมธรรม์ดังกล่าวไม่มีข้อความระบุต่อไปว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยร่วมแล้วจำเลยจะหลุดพ้นความรับผิด ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ก็มอบกุญแจรถยนต์ให้แก่จำเลยร่วมแล้ว การที่จำเลยที่ 1 หรือโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวจำเลยร่วมจึงไม่หลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาประกันภัย และไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงค่าสินไหมทดแทนไว้ แม้ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าไม่เป็นสาระนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000873.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547