คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7567/2547 ฉบับเต็ม

#411821
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7567/2547 นายธวัชชัย ฉันทจิตปรีชา โจทก์ นางสาวเพ็กเกียง แซ่เจี่ย ผู้ร้อง นางชะเอม โชติจันทร์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 271 ผู้มีสิทธิบังคับคดีและผู้มีหน้าที่ต้องถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลย มิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดี จึงไม่อาจที่จะเข้ามาสวมสิทธิโจทก์เพื่อดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ไม่ว่าผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดหรือไม่ ผู้ร้องย่อมไม่อาจเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 27742 และ 27741 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ให้โจทก์เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 63 ตารางวา และ 570 ตารางวา ตามลำดับ และรับเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระ 1,760,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากโอนที่ดินให้โจทก์ไม่ได้ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,572,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของจำเลย คดีถึงที่สุด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2538 โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยตามคำพิพากษาและการบังคับคดีให้ผู้ร้อง จึงขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ย่อมตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิ ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของผู้ร้องที่ว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยในคดีนี้ตามคำพิพากษามาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2538 ก่อนที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.4/2542 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจเข้าไปจัดกิจการและทรัพย์สินของโจทก์ย้อนหลังไปถึงสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาที่โจทก์ได้โอนให้แก่ผู้ร้องไปแล้วได้ เห็นว่า ผู้มีสิทธิบังคับคดีและผู้มีหน้าที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลย มิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดี จึงไม่อาจที่จะเข้ามาสวมสิทธิโจทก์เพื่อดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดหรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องย่อมไม่อาจเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ประทีป ปิติสันต์-สมศักดิ์ เนตรมัย-สุภิญโญ ชยารักษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411821
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082037555"
    }
}
date
2547
deka_no
7567/2547
deka_running_no
7567
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป ปิติสันต์",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุภิญโญ ชยารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายธวัชชัย ฉันทจิตปรีชา"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางสาวเพ็กเกียง แซ่เจี่ย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางชะเอม โชติจันทร์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 27742 และ 27741 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ให้โจทก์เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 63 ตารางวา และ 570 ตารางวา ตามลำดับ และรับเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระ 1,760,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากโอนที่ดินให้โจทก์ไม่ได้ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,572,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของจำเลย คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2538 โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยตามคำพิพากษาและการบังคับคดีให้ผู้ร้อง จึงขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ย่อมตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของผู้ร้องที่ว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยในคดีนี้ตามคำพิพากษามาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2538 ก่อนที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.4/2542 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจเข้าไปจัดกิจการและทรัพย์สินของโจทก์ย้อนหลังไปถึงสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาที่โจทก์ได้โอนให้แก่ผู้ร้องไปแล้วได้ เห็นว่า ผู้มีสิทธิบังคับคดีและผู้มีหน้าที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลย มิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดี จึงไม่อาจที่จะเข้ามาสวมสิทธิโจทก์เพื่อดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดหรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องย่อมไม่อาจเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000873.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547