คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7864/2547 ฉบับเต็ม

#411822
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7864/2547 นางพิน ดวงศรี โจทก์ นายทุน ดวงศรี จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 850 โจทก์และจำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาท มีการเจรจาและทำใบยอมความกันต่อหน้าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองว่า จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ดังนี้ การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ก็เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลย จึงหาใช่เป็นการให้โดยเสน่หาที่จะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ แต่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายพิมพ์นิ้วมือจำเลย และมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วย 2 คน โจทก์ย่อมฟ้องให้บังคับคดีจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์จำเลยประนีประนอมยอมความกันแต่จำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 7207 ตำบลบ้านไทร อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ และให้จำเลยทำการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์จำเลยทำใบยอมความกันไว้ เป็นการยกที่ดินให้โจทก์โดยเสน่หา เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้จึงไม่สมบูรณ์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 7207 ตำบลบ้านไทร อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ และให้จำเลยทำการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามใบยอมความเป็นการให้โดยเสน่หาหรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งคดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์และจำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาท มีการเจรจากันที่ที่ทำการปกครองอำเภอประโคนชัย และเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2534 โจทก์กับจำเลยทำใบยอมความกันต่อหน้าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองว่า จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยจะโอนให้ในวันที่ 28 สิงหาคม 2534 และโจทก์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง แต่จำเลยไม่ยอมไปดำเนินการโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ดังนี้ เห็นว่า การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ก็เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย จึงหาใช่เป็นการให้โดยเสน่หาที่จะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายพิมพ์นิ้วมือจำเลย และมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วย 2 คน โจทก์ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-สุรพล เจียมจูไร-พลรัตน์ ประทุมทาน) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411822
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082037330"
    }
}
date
2547
deka_no
7864/2547
deka_running_no
7864
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางพิน ดวงศรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทุน ดวงศรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์จำเลยประนีประนอมยอมความกันแต่จำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 7207 ตำบลบ้านไทร อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ และให้จำเลยทำการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์จำเลยทำใบยอมความกันไว้ เป็นการยกที่ดินให้โจทก์โดยเสน่หา เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้จึงไม่สมบูรณ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 7207 ตำบลบ้านไทร อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ และให้จำเลยทำการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามใบยอมความเป็นการให้โดยเสน่หาหรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งคดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์และจำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาท มีการเจรจากันที่ที่ทำการปกครองอำเภอประโคนชัย และเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2534 โจทก์กับจำเลยทำใบยอมความกันต่อหน้าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองว่า จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยจะโอนให้ในวันที่ 28 สิงหาคม 2534 และโจทก์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง แต่จำเลยไม่ยอมไปดำเนินการโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ดังนี้ เห็นว่า การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ก็เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย จึงหาใช่เป็นการให้โดยเสน่หาที่จะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายพิมพ์นิ้วมือจำเลย และมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วย 2 คน โจทก์ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000871.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547