คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2544 ฉบับเต็ม

#41184
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2544 นางเยื้อน สุขรัตน์ โจทก์ นายแบน ชูทอง กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 86 ป.รัษฎากร มาตรา 118 โจทก์ฟ้องว่าเจ้ามรดกของจำเลยกู้ยืมเงิน จำเลยให้การปฏิเสธว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม การจะฟังว่าเจ้ามรดกกู้ยืมเงินโจทก์จริงหรือไม่ต้องอาศัยหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยาน เมื่อหนังสือสัญญาที่โจทก์อ้างเป็นพยานติดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน จึงเป็นตราสารที่ไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ส่วนการที่โจทก์นำพยานบุคคลและพยานเอกสารสืบไปฝ่ายเดียวโดยจำเลยไม่ติดใจซักค้านและนำพยานเข้าสืบหักล้างพยานโจทก์นั้นก็หาใช่ว่าจำเลยยอมรับว่าเจ้ามรดกกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นบิดามารดาของนางสาวสำรวยชูทอง ผู้ตายเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2542 นางสาวสำรวย ชูทอง ได้กู้ยืมเงินของโจทก์ไปเป็นจำนวน 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2542 โดยได้รับเงินที่กู้ยืมไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา นับแต่นางสาวสำรวยได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์แล้ว นางสาวสำรวยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลยเมื่อครบกำหนดชำระตามสัญญาก็ไม่ได้ชำระต้นเงินคืนให้แก่โจทก์คงค้างดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 100,000บาท นับแต่วันกู้ยืมจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 เดือนเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 5 เดือน คิดเป็นเงินดอกเบี้ย 6,250 บาท เมื่อรวมต้นเงินและดอกเบี้ยแล้วเป็นเงินจำนวน 106,250 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 6มิถุนายน 2542 เนื่องจากจำเลยทั้งสองเป็นบิดาและมารดาในฐานะทายาทโดยธรรมและเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนางสาวสำรวยผู้ตายจึงต้องรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าวตามคำฟ้องโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 106,250 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า นางสาวสำรวยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ทำปลอมขึ้นทั้งฉบับ ลายมือชื่อในช่องผู้กู้มิใช่ลายมือชื่อของนางสาวสำรวย จำเลยที่ 2 (ที่ถูกจำเลยที่ 1) มิใช่เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสำรวยจึงมิต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2(ที่ถูกจำเลยที่ 1) ก่อนตายนางสาวสำรวยไม่มีทรัพย์สินอันจะเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยทั้งสองแต่อย่างใด ตามฟ้องของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่านางสาวสำรวยมีทรัพย์มรดกอย่างใดบ้าง และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 บัญญัติว่า"ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดก" เมื่อปรากฏว่าก่อนตายนางสาวสำรวยไม่มีทรัพย์สินใด ๆ จึงไม่มีกองมรดกที่โจทก์จะพึงบังคับเอาชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองจึงหาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นคำให้การสู้คดี แต่ในระหว่างพิจารณาคดีโจทก์นำพยานบุคคลและเอกสารสืบไปฝ่ายเดียวโดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจซักค้านและนำพยานเข้าสืบเพื่อหักล้างพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์เท่ากับว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องพร้อมเอกสารต่าง ๆที่โจทก์นำสืบเสนอต่อศาลหรืออีกประหนึ่งว่ายอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จริงตามที่ปรากฏในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โดยมิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้นย่อมฟังได้ว่า นางสาวสำรวยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ แม้หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับดังกล่าวไม่ปิดอากรแสตมป์หรือปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนจึงไม่จำต้องอาศัยฟังจากเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1484/2505 เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การสู้คดีปฏิเสธว่า นางสาวสำรวย ชูทอง ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ หนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 (ที่ถูกหมายเลข 2) เป็นสัญญาปลอมดังนั้น การจะฟังว่านางสาวสำรวยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่จึงต้องอาศัยฟังหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเมื่อปรากฏว่าหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างมาเป็นพยานหลักฐานปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน จึงเป็นตราสารที่ไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118ทั้งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้าง จึงฟังไม่ได้ว่านางสาวสำรวยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ส่วนที่โจทก์นำพยานบุคคลและพยานเอกสารสืบไปฝ่ายเดียวโดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจซักค้านและนำพยานเข้าสืบเพื่อหักล้างพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์นั้น ก็หาใช่ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่านางสาวสำรวยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สมชัย เกษชุมพล-สุทิน ปัทมราชวิเชียร-สุมิตร สุภาดุลย์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41184
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064594"
    }
}
date
2544
deka_no
3031/2544
deka_running_no
3031
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สมชัย เกษชุมพล",
    "สุทิน ปัทมราชวิเชียร",
    "สุมิตร สุภาดุลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 86"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเยื้อน สุขรัตน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายแบน ชูทอง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นบิดามารดาของนางสาวสำรวยชูทอง ผู้ตายเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2542 นางสาวสำรวย ชูทอง ได้กู้ยืมเงินของโจทก์ไปเป็นจำนวน 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2542 โดยได้รับเงินที่กู้ยืมไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา นับแต่นางสาวสำรวยได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์แล้ว นางสาวสำรวยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลยเมื่อครบกำหนดชำระตามสัญญาก็ไม่ได้ชำระต้นเงินคืนให้แก่โจทก์คงค้างดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 100,000บาท นับแต่วันกู้ยืมจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 เดือนเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 5 เดือน คิดเป็นเงินดอกเบี้ย 6,250 บาท เมื่อรวมต้นเงินและดอกเบี้ยแล้วเป็นเงินจำนวน 106,250 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 6มิถุนายน 2542 เนื่องจากจำเลยทั้งสองเป็นบิดาและมารดาในฐานะทายาทโดยธรรมและเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนางสาวสำรวยผู้ตายจึงต้องรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าวตามคำฟ้องโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 106,250 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า นางสาวสำรวยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์หนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ทำปลอมขึ้นทั้งฉบับ ลายมือชื่อในช่องผู้กู้มิใช่ลายมือชื่อของนางสาวสำรวย จำเลยที่ 2 (ที่ถูกจำเลยที่ 1) มิใช่เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสำรวยจึงมิต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2(ที่ถูกจำเลยที่ 1) ก่อนตายนางสาวสำรวยไม่มีทรัพย์สินอันจะเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยทั้งสองแต่อย่างใด ตามฟ้องของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่านางสาวสำรวยมีทรัพย์มรดกอย่างใดบ้าง และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 บัญญัติว่า"ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดก" เมื่อปรากฏว่าก่อนตายนางสาวสำรวยไม่มีทรัพย์สินใด ๆ จึงไม่มีกองมรดกที่โจทก์จะพึงบังคับเอาชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองจึงหาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีนี้แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นคำให้การสู้คดี แต่ในระหว่างพิจารณาคดีโจทก์นำพยานบุคคลและเอกสารสืบไปฝ่ายเดียวโดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจซักค้านและนำพยานเข้าสืบเพื่อหักล้างพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์เท่ากับว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องพร้อมเอกสารต่าง ๆที่โจทก์นำสืบเสนอต่อศาลหรืออีกประหนึ่งว่ายอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จริงตามที่ปรากฏในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โดยมิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้นย่อมฟังได้ว่า นางสาวสำรวยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ แม้หนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับดังกล่าวไม่ปิดอากรแสตมป์หรือปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนจึงไม่จำต้องอาศัยฟังจากเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1484/2505 เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การสู้คดีปฏิเสธว่า นางสาวสำรวย ชูทอง ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ หนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 (ที่ถูกหมายเลข 2) เป็นสัญญาปลอมดังนั้น การจะฟังว่านางสาวสำรวยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่จึงต้องอาศัยฟังหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเมื่อปรากฏว่าหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างมาเป็นพยานหลักฐานปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วน จึงเป็นตราสารที่ไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118ทั้งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้าง จึงฟังไม่ได้ว่านางสาวสำรวยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ส่วนที่โจทก์นำพยานบุคคลและพยานเอกสารสืบไปฝ่ายเดียวโดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจซักค้านและนำพยานเข้าสืบเพื่อหักล้างพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์นั้น ก็หาใช่ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่านางสาวสำรวยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001114.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544