คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8160/2547 ฉบับเต็ม

#411905
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8160/2547 นายวัฒนา ลิขิตตระกูล โจทก์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 744 โจทก์และ ศ. ร่วมกันทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยโดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์ไว้กับจำเลยเพื่อประกันหนี้โดยสัญญาจำนองระบุว่า โจทก์ตกลงจำนองที่ดินทั้งแปลงเพื่อประกันหนี้และภาระผูกพันใดๆ ของโจทก์และหรือ ศ. ที่มีต่อจำเลยผู้รับจำนอง ทั้งที่มีอยู่แล้วในขณะนี้และที่จะมีขึ้นในภายหน้าทุกลักษณะทุกประเภทหนี้ ดังนี้ เมื่อข้อพิพาทนี้เป็นเรื่องการบังคับตามสัญญาจำนองไม่ใช่ข้อพิพาทกันในเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงต้องพิจารณาบังคับตามสัญญาจำนองเป็นสำคัญ แม้โจทก์จะชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่จำเลยจนครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อ ศ. ยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่อีกและหนี้ของ ศ. เป็นหนี้ที่อยู่ในบังคับของสัญญาจำนองที่ดินที่โจทก์ทำกับจำเลย ภาระจำนองในที่ดินที่เป็นประกันจึงยังไม่ถูกล้างหรือระงับสิ้นไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินและชำระค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับนายศักดิ์ชาย ลิขิตตระกูล ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลย โดยโจทก์ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 22772 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ จดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวและหนี้อื่นของโจทก์และของนายศักดิ์ชายที่มีอยู่กับจำเลย ต่อมาโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่นายศักดิ์ชายยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่อีกบัญชีหนึ่ง โจทก์ติดต่อขอไถ่ถอนจำนองที่ดินกับพนักงานของจำเลยและพนักงานของจำเลยได้จัดทำเอกสารขึ้นเพื่อขออนุมัติจากจำเลยให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินแล้ว คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนปลดจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22772 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้แก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำแถลงรับของคู่ความว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2539 โจทก์และนายศักดิ์ชาย ลิขิตตระกูล ได้ร่วมกันทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยในวงเงิน 350,000 บาท โดยโจทก์ได้นำที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 22772 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ มาจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธไม่ปลดจำนองให้แก่โจทก์เนื่องจากนายศักดิ์ชายยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่อีกบัญชีหนึ่ง มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าว ข้อ 1 ระบุว่า "ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแปลงที่ระบุไว้ทั้งแปลงแก่ผู้รับจำนอง เพื่อเป็นประกันหนี้และภาระผูกพันใดๆ ขอนายวัฒนา ลิขิตตระกูล และหรือนายศักดิ์ชาย ลิขิตตระกูล ที่มีต่อผู้รับจำนอง ทั้งที่มีอยู่แล้วในขณะนี้และที่จะมีขึ้นในภายหน้าทุกลักษณะทุกประเภทหนี้..." ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องของการบังคับตามสัญญาจำนอง ไม่ใช่พิพาทกันในเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงต้องพิจารณาบังคับตามสัญญาจำนองเป็นสำคัญถึงแม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อนายศักดิ์ชายยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่จำเลยอยู่อีกและหนี้ของนายศักดิ์ชายดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นหนี้ที่อยู่ในบังคับของสัญญาจำนองที่ดินที่โจทก์ทำกับจำเลย หาใช่เป็นหนี้อื่นนอกสัญญาจำนองแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าภาระจำนองในที่ดินที่เป็นประกันถูกล้างหรือระงับสิ้นไปเพราะได้มีการชำระหนี้ตามสัญญาจำนองครบถ้วนแล้วนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (พรเพชร วิชิตชลชัย-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411905
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082037109"
    }
}
date
2547
deka_no
8160/2547
deka_running_no
8160
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "พรเพชร วิชิตชลชัย",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 744"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวัฒนา ลิขิตตระกูล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินและชำระค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับนายศักดิ์ชาย ลิขิตตระกูล ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลย โดยโจทก์ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 22772 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ จดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวและหนี้อื่นของโจทก์และของนายศักดิ์ชายที่มีอยู่กับจำเลย ต่อมาโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่นายศักดิ์ชายยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่อีกบัญชีหนึ่ง โจทก์ติดต่อขอไถ่ถอนจำนองที่ดินกับพนักงานของจำเลยและพนักงานของจำเลยได้จัดทำเอกสารขึ้นเพื่อขออนุมัติจากจำเลยให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินแล้ว คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนปลดจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22772 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้แก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำแถลงรับของคู่ความว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2539 โจทก์และนายศักดิ์ชาย ลิขิตตระกูล ได้ร่วมกันทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยในวงเงิน 350,000 บาท โดยโจทก์ได้นำที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 22772 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ มาจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธไม่ปลดจำนองให้แก่โจทก์เนื่องจากนายศักดิ์ชายยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่อีกบัญชีหนึ่ง มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าว ข้อ 1 ระบุว่า "ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแปลงที่ระบุไว้ทั้งแปลงแก่ผู้รับจำนอง เพื่อเป็นประกันหนี้และภาระผูกพันใดๆ ขอนายวัฒนา ลิขิตตระกูล และหรือนายศักดิ์ชาย ลิขิตตระกูล ที่มีต่อผู้รับจำนอง ทั้งที่มีอยู่แล้วในขณะนี้และที่จะมีขึ้นในภายหน้าทุกลักษณะทุกประเภทหนี้..." ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องของการบังคับตามสัญญาจำนอง ไม่ใช่พิพาทกันในเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงต้องพิจารณาบังคับตามสัญญาจำนองเป็นสำคัญถึงแม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อนายศักดิ์ชายยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่จำเลยอยู่อีกและหนี้ของนายศักดิ์ชายดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นหนี้ที่อยู่ในบังคับของสัญญาจำนองที่ดินที่โจทก์ทำกับจำเลย หาใช่เป็นหนี้อื่นนอกสัญญาจำนองแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าภาระจำนองในที่ดินที่เป็นประกันถูกล้างหรือระงับสิ้นไปเพราะได้มีการชำระหนี้ตามสัญญาจำนองครบถ้วนแล้วนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000869.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547