คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7847/2547 ฉบับเต็ม

#411914
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7847/2547 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นายเฉลิมศักดิ์ กันเพ็ชร จำเลย ป.อ. มาตรา 277 ป.วิ.อ. มาตรา 185, มาตรา 215, มาตรา 225 ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายที่ 1 สมรสกัน ดังนั้น ความผิดในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก จำเลยไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277 วรรคท้าย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 22 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายที่ 1 สมรสกันตามคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2547 และใบสำคัญการสมรส ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 ดังนี้ สำหรับความผิดในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำเลยไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรก ถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่า 13 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อการอนาจารก็ตาม แต่จำเลยติดต่อคบหากับผู้เสียหายที่ 1 อย่างคนรัก พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้สมรสกับผู้เสียหายที่ 1 ตามที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์อนุญาต และอยู่กินกันฉันสามีภริยา โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้จำเลยต้องรับโทษทางอาญาแล้ว ดังนั้น การที่จะปราณีจำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้ น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าที่จะลงโทษจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง" พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ปรับจำเลยกระทงละ 5,000 บาท รวม 5 กระทง ปรับ 25,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 12,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411914
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082037330"
    }
}
date
2547
deka_no
7847/2547
deka_running_no
7847
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 277"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185",
            "ม. 215",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเฉลิมศักดิ์ กันเพ็ชร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 22 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายที่ 1 สมรสกันตามคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2547 และใบสำคัญการสมรส ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 ดังนี้ สำหรับความผิดในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำเลยไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรก ถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่า 13 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อการอนาจารก็ตาม แต่จำเลยติดต่อคบหากับผู้เสียหายที่ 1 อย่างคนรัก พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้สมรสกับผู้เสียหายที่ 1 ตามที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์อนุญาต และอยู่กินกันฉันสามีภริยา โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้จำเลยต้องรับโทษทางอาญาแล้ว ดังนั้น การที่จะปราณีจำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้ น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าที่จะลงโทษจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ปรับจำเลยกระทงละ 5,000 บาท รวม 5 กระทง ปรับ 25,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 12,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000871.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547