คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2544 ฉบับเต็ม

#41193
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2544 นางณภาภรณ์ รัตนเกตุ โจทก์ บริษัทโตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 20, มาตรา 118 ตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์จำเลยมีเจตนาที่จะจ้างโจทก์ทำงานให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ติดต่อกันไป แต่มีการแบ่งเป็นสัญญาช่วงสั้น ๆ หลายช่วงโดยมีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกันไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ทำงานติดต่อกันโดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงต้องด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20ที่ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น ___________________________ คดีสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีหมายเลขดำที่ 14539/2542, 14540/2542 และ16869 ถึง 16872/2542 ของศาลแรงงานกลาง โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 แต่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5ที่ 6 ถอนฟ้องไปแล้ว และคดีสำหรับโจทก์ที่ 4 ยุติโดยศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2538 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 7 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 11,000 บาท ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 7 เมื่อปี 2542 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน66,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 7 เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,500 บาท โจทก์ที่ 7 ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย เนื่องจากจำเลยจ้างโจทก์ที่ 7 ทำงานเป็นครั้งคราวมีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน โดยทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือเมื่อเริ่มจ้างเข้าทำงาน และมีกำหนดการสิ้นสุดหรือผลสำเร็จของงานซึ่งจำเลยได้รับการว่าจ้างจากผู้ว่าจ้างโดยมีกำหนดไม่เกิน 2 ปี เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการจ้างโจทก์ที่ 7 ได้ออกจากงานไปตามสัญญาดังกล่าวและสัญญาจ้างสิ้นสุดลงไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 7 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,500 บาท จำเลยจ้างโจทก์ที่ 7 เข้าทำงานเป็นระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31มกราคม 2542 โดยให้โจทก์ที่ 7 ไปทำงานในโครงการที่จำเลยทำไว้กับบริษัทผู้ว่าจ้างเริ่มตั้งแต่โครงการไทยคาโปแล็คตั้ม ดี 056โครงการทาสโกอาร์ซีเอดี 080 และโครงการไทยเอ็มเอ็ม เอ ดี 090จำเลยหักเงินภาษีและเงินสะสมที่โจทก์ที่ 7 ทำงานกับจำเลยไว้และจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 7 มาโดยตลอด แสดงว่ามีเจตนาที่จะว่าจ้างการทำงานกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2538จนถึงปี 2542 ไม่มีเจตนาให้โจทก์ที่ 7 ออกจากงานอย่างจริงจังยังคงให้มีการทำงานกันต่อไป เป็นการทำสัญญาในลักษณะที่จะหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 118 เพื่อจำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 7เมื่อออกจากงาน จึงต้องถือว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์ที่ 7 ติดต่อกันมาตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542เป็นการทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี (ที่ถูกไม่ครบ 6 ปี)จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน คิดเป็นเงิน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยถือว่าเป็นการผิดนัดไม่ชำระให้แก่โจทก์ที่ 7พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 7 จำนวน 51,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อสามว่า การที่ศาลแรงงานกลางอาศัยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20 นำเอาระยะเวลาตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ที่ 7 แต่ละฉบับมานับรวมกันเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยเป็นการไม่ถูกต้องนั้นเห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ที่ 7 จำเลยมีเจตนาที่จะจ้างโจทก์ที่ 7 ทำงานให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ติดต่อกันไปแต่มีการแบ่งเป็นสัญญาช่วงสั้น ๆ หลายช่วงโดยมีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกันไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 7 ไม่ได้ทำงานติดต่อกัน โดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ที่ 7 ซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายจึงเข้ากรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 20 ที่ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว" พิพากษายืน (หัสดี ไกรทองสุก-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อปี 2538ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อปี 2542 โดยไม่จ่ายค่าชดเชย จำเลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นครั้งคราวมีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งเท่ากับจำเลยต่อสู้คดีว่าโจทก์เป็น "ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น" ซึ่งลูกจ้างประเภทนี้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ประเด็นข้อพิพาทในคดีจึงน่าจะมีแต่เพียงว่า "โจทก์เป็นลูกจ้างประเภทดังกล่าวหรือไม่" เท่านั้น ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยจำเลยจ้างโจทก์ทำงานในโครงการต่าง ๆ ถึงสามโครงการและจ้างติดต่อเนื่องกันไปโดยตลอดแล้ว จึงมาเลิกจ้างเมื่อสิ้นสุดโครงการที่สาม จึงเป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งว่าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาจ้างในโครงการแรกจำเลยก็มิได้เลิกจ้างเพราะได้จ้างต่อมาในโครงการที่สอง เมื่อโจทก์เริ่มทำงานต่อมาในโครงการที่สอง (ซึ่งจะมีผลต่อไปในโครงการที่สามด้วย) ก็แสดงว่าระยะเวลาการจ้างตามสัญญาจ้างที่ให้โจทก์ทำงานในโครงการแรกไม่แน่นอนและจำเลยก็มิได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อครบระยะเวลาสิ้นสุดในโครงการฉบับแรก โจทก์จึงมิใช่"ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น" จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 โดยนับระยะที่โจทก์ทำงานติดต่อกันทั้งสามโครงการ บทบัญญัติ มาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 ที่ว่า "การที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกันโดยนายจ้างมีเจตนาที่จะไม่ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิใดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในหน้าที่ใด และการจ้างแต่ละช่วงมีระยะเวลาห่างกันเท่าใดก็ตาม ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น" ใช้บังคับเฉพาะการจ้างที่ขาดช่วงและไม่ต่อเนื่องกันเท่านั้น (ดังเช่นที่เคยปฏิบัติกันในรัฐวิสาหกิจและสถานประกอบการเอกชนหลายแห่ง โดยลูกจ้างมีระยะเวลา119 วัน แล้วเลิกสัญญา เว้นการจ้างเสีย 3-5 วัน ก็จ้างใหม่อีก119 วัน เช่นนี้เรื่อยไปซึ่งทำให้รัฐจำต้องตราบทบัญญัติมาตรานี้ขึ้น)หากการจ้างไม่ขาดช่วงและต่อเนื่องกัน (แม้ว่าจะเป็นการจ้างตามสัญญาหลายฉบับ) ก็ต้องนับระยะเวลาการทำงานของลูกจ้างต่อเนื่องกันไปตลอด บทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาได้สิทธิของลูกจ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 30หรือเรื่องการจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 ล้วนแต่ใช้คำว่า"ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกัน......" คดีนี้จำเลยจ้างโจทก์ติดต่อกันมาไม่เคยเว้นว่างหรือขาดช่วงจึงไม่น่าที่จะนำมาตรา 20 มาปรับใช้ได้ เกษมสันต์ วิลาวรรณ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41193
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064390"
    }
}
date
2544
deka_no
3116/2544
deka_running_no
3116
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "หัสดี ไกรทองสุก",
    "สกนธ์ กฤติยาวงศ์",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 20",
            "ม. 118"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางณภาภรณ์ รัตนเกตุ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทโตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีหมายเลขดำที่ 14539/2542, 14540/2542 และ16869 ถึง 16872/2542 ของศาลแรงงานกลาง โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 แต่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5ที่ 6 ถอนฟ้องไปแล้ว และคดีสำหรับโจทก์ที่ 4 ยุติโดยศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2538 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 7 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 11,000 บาท ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 7 เมื่อปี 2542 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน66,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 7 เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,500 บาท โจทก์ที่ 7 ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย เนื่องจากจำเลยจ้างโจทก์ที่ 7 ทำงานเป็นครั้งคราวมีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน โดยทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือเมื่อเริ่มจ้างเข้าทำงาน และมีกำหนดการสิ้นสุดหรือผลสำเร็จของงานซึ่งจำเลยได้รับการว่าจ้างจากผู้ว่าจ้างโดยมีกำหนดไม่เกิน 2 ปี เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการจ้างโจทก์ที่ 7 ได้ออกจากงานไปตามสัญญาดังกล่าวและสัญญาจ้างสิ้นสุดลงไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 7 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,500 บาท จำเลยจ้างโจทก์ที่ 7 เข้าทำงานเป็นระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31มกราคม 2542 โดยให้โจทก์ที่ 7 ไปทำงานในโครงการที่จำเลยทำไว้กับบริษัทผู้ว่าจ้างเริ่มตั้งแต่โครงการไทยคาโปแล็คตั้ม ดี 056โครงการทาสโกอาร์ซีเอดี 080 และโครงการไทยเอ็มเอ็ม เอ ดี 090จำเลยหักเงินภาษีและเงินสะสมที่โจทก์ที่ 7 ทำงานกับจำเลยไว้และจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 7 มาโดยตลอด แสดงว่ามีเจตนาที่จะว่าจ้างการทำงานกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2538จนถึงปี 2542 ไม่มีเจตนาให้โจทก์ที่ 7 ออกจากงานอย่างจริงจังยังคงให้มีการทำงานกันต่อไป เป็นการทำสัญญาในลักษณะที่จะหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 118 เพื่อจำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 7เมื่อออกจากงาน จึงต้องถือว่าจำเลยว่าจ้างโจทก์ที่ 7 ติดต่อกันมาตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542เป็นการทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี (ที่ถูกไม่ครบ 6 ปี)จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน คิดเป็นเงิน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยถือว่าเป็นการผิดนัดไม่ชำระให้แก่โจทก์ที่ 7พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 7 จำนวน 51,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อสามว่า การที่ศาลแรงงานกลางอาศัยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20 นำเอาระยะเวลาตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ที่ 7 แต่ละฉบับมานับรวมกันเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยเป็นการไม่ถูกต้องนั้นเห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยและโจทก์ที่ 7 จำเลยมีเจตนาที่จะจ้างโจทก์ที่ 7 ทำงานให้จำเลยตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ติดต่อกันไปแต่มีการแบ่งเป็นสัญญาช่วงสั้น ๆ หลายช่วงโดยมีการกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกันไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 7 ไม่ได้ทำงานติดต่อกัน โดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ที่ 7 ซึ่งเป็นลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายจึงเข้ากรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 20 ที่ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อปี 2538ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อปี 2542 โดยไม่จ่ายค่าชดเชย จำเลยให้การว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นครั้งคราวมีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งเท่ากับจำเลยต่อสู้คดีว่าโจทก์เป็น "ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น" ซึ่งลูกจ้างประเภทนี้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ประเด็นข้อพิพาทในคดีจึงน่าจะมีแต่เพียงว่า "โจทก์เป็นลูกจ้างประเภทดังกล่าวหรือไม่" เท่านั้น ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยจำเลยจ้างโจทก์ทำงานในโครงการต่าง ๆ ถึงสามโครงการและจ้างติดต่อเนื่องกันไปโดยตลอดแล้ว จึงมาเลิกจ้างเมื่อสิ้นสุดโครงการที่สาม จึงเป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งว่าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาจ้างในโครงการแรกจำเลยก็มิได้เลิกจ้างเพราะได้จ้างต่อมาในโครงการที่สอง เมื่อโจทก์เริ่มทำงานต่อมาในโครงการที่สอง (ซึ่งจะมีผลต่อไปในโครงการที่สามด้วย) ก็แสดงว่าระยะเวลาการจ้างตามสัญญาจ้างที่ให้โจทก์ทำงานในโครงการแรกไม่แน่นอนและจำเลยก็มิได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อครบระยะเวลาสิ้นสุดในโครงการฉบับแรก โจทก์จึงมิใช่"ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น" จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 โดยนับระยะที่โจทก์ทำงานติดต่อกันทั้งสามโครงการ บทบัญญัติ มาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 ที่ว่า "การที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกันโดยนายจ้างมีเจตนาที่จะไม่ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิใดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในหน้าที่ใด และการจ้างแต่ละช่วงมีระยะเวลาห่างกันเท่าใดก็ตาม ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น" ใช้บังคับเฉพาะการจ้างที่ขาดช่วงและไม่ต่อเนื่องกันเท่านั้น (ดังเช่นที่เคยปฏิบัติกันในรัฐวิสาหกิจและสถานประกอบการเอกชนหลายแห่ง โดยลูกจ้างมีระยะเวลา119 วัน แล้วเลิกสัญญา เว้นการจ้างเสีย 3-5 วัน ก็จ้างใหม่อีก119 วัน เช่นนี้เรื่อยไปซึ่งทำให้รัฐจำต้องตราบทบัญญัติมาตรานี้ขึ้น)หากการจ้างไม่ขาดช่วงและต่อเนื่องกัน (แม้ว่าจะเป็นการจ้างตามสัญญาหลายฉบับ) ก็ต้องนับระยะเวลาการทำงานของลูกจ้างต่อเนื่องกันไปตลอด บทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาได้สิทธิของลูกจ้างไม่ว่าจะเป็นเรื่องวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 30หรือเรื่องการจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 ล้วนแต่ใช้คำว่า"ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกัน......" คดีนี้จำเลยจ้างโจทก์ติดต่อกันมาไม่เคยเว้นว่างหรือขาดช่วงจึงไม่น่าที่จะนำมาตรา 20 มาปรับใช้ได้ เกษมสันต์ วิลาวรรณ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001112.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544