ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8452/2547
หม่อมหลวงศรีทอง ลดาวัลย์
โจทก์
บริษัทกรุ๊ปโฟร์โปรโมชั่น จำกัด
หรือกรุ๊ปโฟร์โปรดักชั่น จำกัด กับพวก
จำเลย
บริษัทเอส.ที.วีดีโอ จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม
ป.วิ.พ. มาตรา 161
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 9, มาตรา 13, มาตรา 24, มาตรา 27
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 15, มาตรา 27 (1), มาตรา 31 (1)
ตามสัญญาอนุญาตให้สร้างภาพยนตร์ซึ่งเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์กำหนดว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 2 นำนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ ซึ่งเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ 35 มิลลิเมตร ได้ 1 ครั้ง เพื่อจัดฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศภายใน 7 ปี ดังนี้ แม้จำเลยร่วมที่ 2 จะสร้างภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายดังกล่าวตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ อันเป็นการนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์มาดัดแปลงและจำเลยร่วมที่ 2 มีลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ที่ดัดแปลงขึ้นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 9 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ แต่สิทธิในลิขสิทธิ์สำหรับงานภาพยนตร์ดังกล่าวของจำเลยร่วมที่ 2 ที่ได้มาตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีจำกัดอยู่เพียงสิทธิในการโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งภาพยนตร์นั้นด้วยการฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศภายใน 7 ปี เท่านั้น จำเลยร่วมที่ 2 ไม่มีสิทธิในการทำซ้ำหรือดัดแปลง นำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งภาพยนตร์นั้นด้วยวิธีอื่น ไม่อาจให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานภาพยนตร์นั้น หรือให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์ในงานยนตร์นั้นแก่ผู้อื่นได้ ตลอดจนไม่อาจอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำหรือดัดแปลงนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานภาพยนตร์นั้น หรือไม่อาจอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานภาพยนตร์นั้นตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 13 และ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 (ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2537) มาตรา 15 ได้ การที่จำเลยร่วมที่ 2 นำภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ที่ตนสร้างขึ้นไปบันทึกเป็นวิดีโอเทปในรูปของงานโสตทัศนวัสดุหรือภาพยนตร์ แล้วนำวิดีโอนั้นออกจำหน่ายและให้เช่า จึงเป็นการทำซ้ำงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์อันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งมีอยู่ในภาพยนตร์นั้น โดยไม่มีสิทธิที่จะทำได้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ และไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนั้น การกระทำดังกล่าวของจำเลยร่วมที่ 2 ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 24 (1) หรือ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1)
เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นนำภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ซึ่งมีงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดังกล่าวอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์รวมอยู่ด้วยไปทำซ้ำโดยวิธีอื่น ซึ่งรวมถึงการบันทึกเป็นม้วนวิดีโอเทปภาพยนตร์ได้ การที่จำเลยร่วมที่ 1 แม้ว่าจะได้รับอนุญาตจากจำเลยร่วมที่ 2 ให้นำภาพยนตร์ดังกล่าวที่จำเลยร่วมที่ 2 สร้างขึ้นไปบันทึกเป็นวิดีโอเทปและนำออกจำหน่ายตามสัญญาที่ทำกับจำเลยร่วมที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิที่จะทำซ้ำงานภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นวิดีโอเทปภาพยนตร์และนำม้วนวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายได้รวมทั้งอนุญาตให้บริษัทจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 นำม้วนมาสเตอร์เทปภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไปผลิตเป็นวิดีโอเทปออกจำหน่ายได้เช่นกัน
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 ได้บัญญัติให้ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายได้เสียไปก็ได้ ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง ซึ่งเห็นได้ว่าการสั่งให้คู่ความฝ่ายใดรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมจำนวนมากน้อยเพียงใด เป็นดุลพินิจของศาล มีเพียงดุลพินิจในการสั่งเกี่ยวกับค่าทนายความซึ่งเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งเท่านั้นที่ต้องเป็นไปตามอัตราค่าทนายความในตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยอื่นใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยไม่ได้แยกให้จำเลยแต่ละคนชดใช้เท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องชดใช้แก่โจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในบทประพันธ์นวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์จำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โดยนำบทประพันธ์ของโจทก์ได้ดัดแปลงหรือทำซ้ำเป็นรถยนตร์บันทึกลงในแถบบันทึกภาพและเสียง (วิดีโอเทป) นำออกจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ได้ซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ไทยเรื่องดาวพระศุกร์จากบริษัทเอส.ที วีดีโอ จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์แล้วจึงมีสิทธิทำซ้ำและนำออกจำหน่ายได้และไม่ได้ดัดแปลงจากบทประพันธ์เดิม จึงไม่เป็นการละเมิดเจ้าของลิขสิทธิ์ในบทประพันธ์เดิม โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทเอส.ที. วีดีโอ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายสุรินทร์ ชะอุ่มพานิช เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
จำเลยร่วมที่ 1 ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 1 ได้ซื้อลิขสิทธิ์มาจากจำเลยร่วมที่ 2 มาโดยชอบ จึงมีสิทธิทำเป็นแถบบันทึกภาพและเสียง และนำออกจำหน่ายได้ จึงไม่เป็นละเมิด โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยร่วมที่ 2 ให้การว่า โจทก์ได้ขายและอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 2 นำบทประพันธ์เรื่องดาวพระศุกร์มาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้โดยมีกำหนดระยะเวลา 7 ปี จำเลยร่วมที่ 2 จ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์จำนวน 50,000 บาท จำเลยร่วมที่ 2 จึงมีลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ไทยเรื่องดาวพระศุกร์และมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวสามารถนำไปแสวงหาประโยชน์ได้ มิได้เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้คนละ 10,000 บาท
โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 100,000 บาท จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ใช้เงินจำนวน 100,000 บาท จำเลยร่วมที่ 1 ใช้เงินจำนวน 200,000 บาท และจำเลยร่วมที่ 2 ใช้เงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนตามลำดับนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์
จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมที่ 2 ไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ได้อนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 2 นำนวนิยายเรื่องดังกล่าวไปสร้างเป็นภาพยนตร์ 35 มิลลิเมตร ได้ 1 ครั้ง เพื่อจัดฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศภายใน 7 ปี จำเลยร่วมที่ 2 ได้นำนวนิยายเรื่องดังกล่าวไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วนำออกฉายตามโรงภาพยนตร์ จากนั้นจำเลยร่วมที่ 2 นำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไปบันทึกเป็นวิดีโอเทป แล้วนำวีดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายและให้เช่า นอกจากนี้จำเลยร่วมที่ 2 ได้ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 1 นำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไปบันทึกเป็นวิดีโอเทปแล้วนำม้วนวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายตามหนังสือสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ไทยเพื่อบันทึกเป็นเทปบันทึกภาพและเสียง (วิดีโอเทป) ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2537 (ที่ถูกเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ) ต่อมาจำเลยร่วมที่ 1 ได้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 นำม้วนมาสเตอร์เทปภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไปผลิตเป็นวิดีโอเทปออกจำหน่ายตามหนังสือสัญญาการขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ไทย ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 (ที่ถูกเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ) แล้วจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 กรรมการผู้จัดการได้ผลิตวิดีโอเทปภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวออกจำหน่าย ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ซื้อลิขสิทธิ์ในนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ไปทำเป็นภาพยนตร์ออกฉายตามโรงภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดังกล่าวของโจทก์ด้วยการดัดแปลงงานวรรณกรรมเป็นงานภาพยนตร์และนำภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ว่า การที่จำเลยร่วมที่ 2 นำภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ที่ตนสร้างขึ้นไปบันทึกเป็นวิดีโอเทปและนำวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายและให้เช่า แล้วจึงทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 1 นำภาพยนตร์ดังกล่าวไปบันทึกเป็นวิดีโอเทปและนำม้วนวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายตามหนังสือสัญญาลงวันที่ 24 มิถุนายน 2547 เป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยร่วมที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 2 นำนวนิยายเรื่องดังกล่าวไปสร้างเป็นภาพยนตร์โดยไม่มีข้อห้ามมิให้นำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไปบันทึกเป็นวิดีโอเทป การสร้างเป็นภาพยนตร์เป็นการดัดแปลงงานวรรณกรรม จำเลยร่วมที่ 2 จึงมีลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ที่ได้ดัดแปลงขึ้นนั้น จำเลยร่วมที่ 2 ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใดๆ กับงานภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ได้ การที่จำเลยร่วมที่ 2 นำภาพยนตร์ดังกล่าวไปบันทึกเป็นวิดีโอเทปแล้วนำวิดีโอเทปนั้นออกขายและให้เช่า กับทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 1 นำภาพยนตร์ดังกล่าวไปบันทึกเป็นวิดีโอเทป แล้วนำม้วนวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายจึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ของโจทก์ เห็นว่า ปรากฏตามสัญญาอนุญาตให้สร้างภาพยนตร์ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 ซึ่งเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ว่า โจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 2 นำนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ซึ่งเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ 35 มิลลิเมตร ได้ 1 ครั้ง เพื่อจัดฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศภายใน 7 ปี ดังนี้ แม้จำเลยร่วมที่ 2 จะสร้างภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดังกล่าวตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์อันเป็นการนำเอางานอันมีลิขสิทธิ์มาดัดแปลง และจำเลยร่วมที่ 2 มีลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ที่ได้ดัดแปลงขึ้นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 9 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่สิทธิในลิขสิทธิ์สำหรับงานภาพยนตร์ดังกล่าวของจำเลยร่วมที่ 2 ที่ได้มาตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์มีจำกัดอยู่เพียงสิทธิในการโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งภาพยนตร์นั้นด้วยการฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศภายใน 7 ปี เท่านั้น จำเลยร่วมที่ 2 ไม่มีสิทธิในการทำซ้ำหรือดัดแปลง นำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งภาพยนตร์นั้นด้วยวิธีอื่น ไม่อาจให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานภาพยนตร์นั้น หรือให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์นั้นแก่ผู้อื่นได้ ตลอดจนไม่อาจอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำหรือดัดแปลง นำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานภาพยนตร์นั้น หรือไม่อาจอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานภาพยนตร์นั้นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 13 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 (ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2538) มาตรา 15 ได้ ดังนี้ การที่จำเลยร่วมที่ 2 นำภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ที่ตนสร้างขึ้น ไปบันทึกเป็นวิดีโอเทปในรูปของงานโสตทัศนวัสดุหรือภาพยนตร์ แล้วนำวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายและให้เช่า จึงเป็นการทำซ้ำงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ อันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งมีอยู่ในภาพยนตร์นั้น โดยไม่มีสิทธิที่จะทำได้ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนั้น การกระทำดังกล่าวของจำเลยร่วมที่ 2 ย่อมเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 24 (1) หรือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ส่วนวิดีโอเทปที่จำเลยร่วมที่ 2 ทำซ้ำขึ้นแล้วนำออกจำหน่ายและให้เช่านั้น เป็นสิ่งที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าวิดีโอเทปนั้นตนได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ยังนำออกจำหน่ายและให้เช่าเพื่อหากำไร การกระทำในส่วนนี้ของจำเลยร่วมที่ 2 ยังเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 27 (1) หรือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) อีกด้วย จำเลยร่วมที่ 2 จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวต่อโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา จำเลยร่วมที่ 2 หาอาจอ้างว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์มิได้มีข้อห้ามมิให้นำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไปบันทึกวิดีโอเทป จำเลยร่วมที่ 2 จึงมีสิทธิทำเช่นนั้นได้ไม่ เพราะโจทก์อนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 2 นำนวนิยายอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ 35 มิลลิเมตร ได้เพียง 1 ครั้ง เพื่อจัดฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศภายใน 7 ปี เท่านั้น มิได้อนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 2 นำภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นอันมีงานวรรณกรรมของโจทก์รวมอยู่ด้วยไปทำซ้ำในรูปของวิดีโอเทปภายใน 7 ปี นับแต่วันทำสัญญาแต่อย่างใด ข้อฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ในส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยร่วมที่ 2 ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 1 นำภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ที่จำเลยร่วมที่ 2 สร้างขึ้นไปบันทึกเป็นวิดีโอเทป แล้วนำม้วนวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายตามหนังสือสัญญาลงวันที่ 24 มิถุนายน 2547 นั้น แม้จะมิใช่การทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือนำออกโฆษณาซึ่งงานวรรณกรรมของโจทก์ที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนั้น อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 24 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นก็ตาม แต่จำเลยร่วมที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิตามสัญญาที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 2 ใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ของโจทก์ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 ที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมดังกล่าวของโจทก์ อันเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 13 (4) ได้ เพราะจำเลยร่วมที่ 2 มีสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ เพียงดัดแปลงงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์โดยสร้างเป็นภาพยนตร์ 35 มิลลิเมตร ได้ 1 ครั้ง เพื่อนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานภาพยนตร์นั้น โดยฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศได้ภายใน 7 ปี นันแต่วันทำสัญญา ดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วเท่านั้น การที่จำเลยร่วมที่ 2 ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 1 นำภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ที่จำเลยร่วมที่ 2 สร้างขึ้นไปบันทึกเป็นวิดีโอเทปแล้วนำม้วนวิดีโอออกจำหน่ายจึงเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาส่วนนี้ของจำเลยร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากจำเลยร่วมที่ 2 ให้นำภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ที่จำเลยร่วมที่ 2 สร้างขึ้นไปบันทึกเป็นวิดีโอเทปแล้วนำม้วนวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่าย ตามหนังสือสัญญาลงวันที่ 24 มิถุนายน 2537 แล้วจำเลยร่วมที่ 1 อนุญาตให้บริษัทจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน นำม้วนมาสเตอร์เทปภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไปผลิตเป็นวิดีโอเทปออกจำหน่ายตามหนังสือสัญญาลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 และจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ได้ผลิตวิดีโอเทปภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ออกจำหน่าย เช่นนี้ การกระทำของจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ของโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยร่วมที่ 1 ได้มอบมาสเตอร์วิดีโอเทปภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่ออัดออกจำหน่าย ซึ่งมาสเตอร์เทปวิดีโอดังกล่าวระบุว่าลิขสิทธิ์ในวิดีโอเทปนั้นเป็นของจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ออำนวยการสร้างภาพยนตร์ส่วนโจทก์เป็นเพียงเจ้าของบทประพันธ์เท่านั้น จำเลยร่วมที่ 1 ได้ขออนุญาตออกวิดีโอเทปแพร่ภาพและเสียงจากกองทะเบียน กรมตำรวจ แล้ว ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าใจว่าจำเลยร่วมที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์นั้นแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าทำสัญยากับจำเลยร่วมที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ควรต้องรับผิดในค่าเสียหายใดๆ ต่อโจทก์ เห็นว่า สำหรับจำเลยร่วมที่ 1 เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยร่วมที่ 2 มีสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ของโจทก์ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 เพียงนำนวนิยายนั้นไปสร้างเป็นภาพยนตร์ 35 มิลลิเมตร ได้ 1 ครั้ง เพื่อจัดฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศภายใน 7 ปี นับแต่วันทำสัญญาดังกล่าวเท่านั้น จำเลยร่วมที่ 2 ไม่มีสิทธินำภาพยนตร์ที่ได้ดัดแปลงขึ้น แม้เป็นลิขสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 2 ไปทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยวิธีอื่น นอกจากการฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศภายใน 7 ปี ดังนี้ จำเลยร่วมที่ 2 จึงไม่มีสิทธินำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวที่ตนสร้างขึ้นไปทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 1 ทำซ้ำโดยบันทึกเป็นวิดีโอเทปแล้วนำม้วนวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายภายใน 7 ปี ดังกล่าวปรากฏตามหนังสือรับรองของบริษัทจำเลยร่วมที่ 1 เอกสารท้ายคำร้องของจำเลยทั้งสามลงวันที่ 7 ตุลาคม 2539 ที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความในคดีหมายเลข 2 ว่า บริษัทจำเลยร่วมที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการซื้อขายลิขสิทธิ์ทั้งในรูปของภาพยนตร์หรือภาพยนตร์วิดีโอเทป เพื่อนำมาผลิตหรือบันทึกเป็นวิดีโอเทปและนำออกขาย ให้เช่า หรือให้ใช้สิทธิแก่บุคคลทั่วไปทั้งในและต่างประเทศด้วย บริษัทจำเลยร่วมที่ 1 ผู้ประกอบกิจการดังกล่าว จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบถึงสิทธิของจำเลยร่วมที่ 2 เสียก่อนว่า บริษัทจำเลยร่วมที่ 2 มีสิทธิอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 1 นำภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ไปบันทึกเป็นวิดีโอเทป แล้วนำวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายได้หรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาที่จำเลยร่วมที่ 1 อาจต้องรับผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ของโจทก์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่อยู่ในงานภาพยนตร์นั้นได้ หากจำเลยร่วมที่ 1 ได้ตรวจสอบถึงสิทธิของจำเลยร่วมที่ 2 ก่อน ก็จะทราบว่าขณะที่จำเลยร่วมที่ 1 เข้าทำสัญญาลงวันที่ 24 มิถุนายน 2537 กับจำเลยร่วมที่ 2 จำเลยร่วมที่ 2 ไม่มีสิทธิตามสัญญาลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 ที่จะอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 1 นำภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ซึ่งมีงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดังกล่าวอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์รวมอยู่ด้วยไปทำซ้ำโดยบันทึกเป็นวิดีโอเทปแล้วนำม้วนวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่าย การที่จำเลยร่วมที่ 1 เข้าทำสัญญา จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยร่วมที่ 1 มิได้ตรวจสอบถึงสิทธิดังกล่าวของจำเลยร่วมที่ 2 ก่อน เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 1 นำภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ ซึ่งมีงานวรรณกรรมรวนิยายเรื่องดังกล่าวอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์รวมอยู่ด้วยไปทำซ้ำโดยบันทึกเป็นวิดีโอเทปแล้วนำม้วนวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่าย จำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่อาจอ้างว่าตนมีสิทธิตามสัญญาที่จะทำซ้ำงานภาพยนตร์นั้นเป็นวิดีโอเทปภาพยนตร์และนำม้วนวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายได้ เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 ทำซ้ำงานภาพยนตร์นั้นซึ่งมีงานวรรณกรรมของโจทก์รวมอยู่ด้วยโดยทำเป็นวิดีโอเทปและนำม้วนวิดีโอเทปที่ทำขึ้นนั้นออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ การกระทำของจำเลยร่วมที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 24 (1) และมาตรา 27 (1) หรือตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) และมาตรา 31 (1) และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ของโจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 ไม่มีสิทธิตามสัญญาที่จะทำซ้ำงานภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์เป็นวิดีโอเทปภาพยนตร์และนำม้วนวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายได้และการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ของโจทก์ดังได้วินิจฉัยข้างต้น จำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอนุญาตให้บริษัทจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 นำม้วนมาสเตอร์เทปภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไปผลิตเป็นวิดีโอเทปออกจำหน่ายตามหนังสือสัญญาลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 บริษัทจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธินำม้วนมาสเตอร์เทปภาพยนตร์นั้นไปผลิตเป็นวิดีโอเทปออกจำหน่าย ปรากฏตามหนังสือรับรองของบริษัทจำเลยที่ 2 ว่า บริษัทจำเลยที่ 2 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการจัดสร้าง อัด และจำหน่ายวิดีโอเทปด้วย บริษัทจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวย่อมทราบดีถึงปัญหาเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในวิดีโอเทปซึ่งเป็นงานภาพยนตร์และงานโสตทัศนวัสดุ จึงควรอย่างยิ่งที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้ตรวจสอบถึงสิทธิของบริษัทจำเลยร่วมที่ 1 ผู้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 นำม้วนมาสเตอร์เทปภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ไปผลิตเป็นวิดีโอเทปออกจำหน่ายก่อนเข้าทำสัญญาเพื่อป้องกันปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับเข้าทำสัญญากับจำเลยร่วมที่ 1 ไป โดยไม่ปรากฏว่าได้ตรวจสอบถึงลิขสิทธิ์ของจำเลยร่วมที่ 1 ก่อน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิตามสัญญาที่จะทำซ้ำม้วนมาสเตอร์เทปภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ซึ่งมีงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดังกล่าวรวมอยู่ด้วยไปผลิตเป็นวิดีโอเทปออกจำหน่ายได้ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ 3 เบิกความว่า ก่อนจะตกลงทำสัญญากับจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยที่ 3 เคยดูวิดีโอเทปแล้ว ตามวิดีโอเทปดังกล่าวมีข้อความว่าโจทก์เป็นเจ้าของบทประพันธ์นวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ แสดงว่าจำเลยที่ 3 ทราบดีว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ทำซ้ำงานภาพยนตร์นั้นซึ่งมีงานวรรณกรรมของโจทก์รวมอยู่ด้วย โดยผลิตเป็นวิดีโอเทปออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นการร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 24 (1) และมาตรา 27 (1) หรือตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) และมาตรา 31 (1) และต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ก่อนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเข้าทำสัญญากับจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยที่ 3 ได้ตรวจสอบจากกองทะเบียน กรมตำรวจ แล้วปรากฏว่าจำเลยร่วมที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวจริงนั้น ในเรื่องนี้ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ แสดงเดช เจ้าพนักงานผู้ตรวจและพิจารณาเทป ซึ่งเป็นพยานฝ่ายจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า วัตถุประสงค์ของการตรวจสอบม้วนเทปก็เพื่อไม่ให้มีภาพลามกปรากฏในม้วนเทป และตรวจสอบว่าไม่มีการแสดงที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเท่านั้น การที่ผู้สร้างภาพยนตร์จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของบทประพันธ์อย่างไร หรือไม่ เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดชอบกันเอง การตรวจสอบดังกล่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว จึงไม่ใช่การตรวจสอบถึงสิทธิในลิขสิทธิ์ที่แท้จริงของจำเลยร่วมที่ 1 ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอในการตรวจสอบถึงสิทธิดังกล่าวในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดสร้าง อัด และจำหน่ายวิดีโอเทป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าโจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้แก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท เมื่อรวมกับที่พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ชดใช้แก่โจทก์แล้วเป็นจำนวน 600,000 บาท นั้นสูงเกินไป เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยร่วมที่ 2 ชำระเป็นจำนวน 200,000 บาท และจำเลยร่วมที่ 1 ชำระเป็นจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์มาโดยตรงจากโจทก์ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 จึงทราบดีว่าสิทธิเพียงนำนวนิยายนั้นไปสร้างเป็นภาพยนตร์ 35 มิลลิเมตร ได้เพียง 1 ครั้ง เพื่อจัดฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศภายใน 7 ปี เท่านั้น ไม่มีสิทธิทำซ้ำงานวรรณกรรมนวนิยายเรื่องดาวพระศุกร์ซึ่งมีอยู่ในภาพยนตร์ที่จำเลยร่วมที่ 2 สร้างขึ้น โดยบันทึกเป็นวิดีโอเทปภาพยนตร์แล้วนำวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ การที่จำเลยร่วมที่ 2 บันทึกเป็นวิดีโอเทปแล้วนำวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมดังกล่าวของโจทก์ ทั้งๆ ที่จำเลยร่วมที่ 2 รู้อยู่ว่าไม่อาจทำได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยร่วมที่ 2 ชำระแก่โจทก์จำนวน 200,000 บาท จึงเหมาะสมแก่พฤติกาณณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ส่วนจำเลยร่วมที่ 1 เป็นบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการซื้อขายลิขสิทธิ์ทั้งในรูปของภาพยนตร์หรือภาพยนตร์วิดีโอเทปเพื่อนำมาผลิตหรือบันทึกเป็นวิดีโอเทปและนำออกขาย ให้เช่าหรือให้ใช้สิทธิแก่บุคคลทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบถึงสิทธิของจำเลยร่วมที่ 2 เสียก่อนว่า บริษัทจำเลยร่วมที่ 2 มีสิทธิอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 1 นำภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ไปบันทึกเป็นวิดีโอเทปแล้วนำวิดีโอเทปนั้นออกจำหน่ายได้หรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาที่จำเลยร่วมที่ 1 อาจต้องรับผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมดังกล่าวของโจทก์ได้ แต่จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบกิจการดังกล่าวหาได้ตรวจสอบไม่ นับว่าเป็นความบกพร่องและขาดความระมัดระวังอย่างมากของจำเลยร่วมที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยร่วมที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์จำนวน 200,000 บาท เท่ากับจำเลยร่วมที่ 2 จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้วเช่นกัน ส่วนบริษัทจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนก็ปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวย่อมทราบดีถึงปัญหาเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในวิดีโอเทป ควรอย่างยิ่งที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้ตรวจสอบถึงสิทธิของบริษัทจำเลยร่วมที่ 1 ผู้อนุญาตให้จำเลยที่ 2 นำม้วนมาสเตอร์เทปภาพยนตร์เรื่องดาวพระศุกร์ไปผลิตเป็นวิดีโอเทปออกจำหน่ายก่อนเข้าทำสัญญากับจำเลยร่วมที่ 1 แต่ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวเข้าทำสัญญานั้นโดยไม่ตรวจสอบก่อนนับว่าเป็นความบกพร่องอย่างมากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่นกัน แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้รับอนุญาตในช่วงที่ 3 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ในวรรณกรรมของโจทก์จำนวน 100,000 บาท น้อยกว่าจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ครึ่งหนึ่ง จึงนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการร์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยอื่นใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท โดยไม่แยกให้จำเลยแต่ละคนชดใช้เท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องชดใช้แก่โจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ได้บัญญัติให้ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตน หรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายได้เสียไปก็ได้ ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง จากบทบัญญัติมาตราดังกล่าว เห็นได้ว่า การสั่งให้คู่ความฝ่ายใดรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้น เป็นดุลพินิจของศาล มีเพียงดุลพินิจในการสั่งเกี่ยวกับค่าทนายความซึ่งเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งเท่านั้นที่ต้องเป็นไปตามอัตราค่าทนายความในตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ปรากฏว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์ตามคำฟ้องและมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท อัตราค่าทนายความขั้นสูงตามตาราง 6 ดังกล่าวสำหรับในศาลชั้นต้นไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนทุนทรัพย์ และในศาลอุทธรณ์ไม่เกินร้อยละ 3 ของจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ค่าทนายความที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทุกคนร่วมกันใช้แทนโจทก์ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รวมกันจำนวน 20,000 บาท จึงไม่เกินอัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ดังกล่าว ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยอื่นใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท จึงชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(พินิจ บุญชัด-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-พิชิต คำแฝง)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ