คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7507/2547 ฉบับเต็ม

#411975
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7507/2547 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายฉัตริน อัศวมหาวงศ์ ผู้ร้อง นายนิวัฒน์ ก่อเกียรติตระกูล กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 149, มาตรา 161 โจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตาม น.ส.3 ก. โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 3 เมื่อปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 เนื่องจาก น.ส.3 ก. ดังกล่าวออกทับที่ดินของบุคคลอื่น และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาส่วนนี้จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. ทั้งไม่มีบทบัญญัติยกเว้นความรับผิดชำระค่าธรรมเนียมในกรณีที่ผู้ขอยึดทำการโดยสุจริต ซึ่งความรับผิดในค่าธรรมเนียมนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเสียค่าฤชาธรรมเนียมได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องระมัดระวังในการรับจำนองที่ดินและนำยึดที่ดินว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เพราะโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งไปตามคำขอของโจทก์ ดังนั้น จึงสมควรให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องไปในราคา 8,290,000 บาท ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินดังกล่าวได้ออกทับตราจองเลขที่ 2058 ถึง 2078 และโฉนดที่ดินเลขที่ 1803 ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของบุคคลอื่นมิใช่ของจำเลยที่ 3 มาขายทอดตลาด การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคืนเงินมัดจำแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และคืนเงินมัดจำจำนวน 414,500 บาท แก่ผู้ร้อง คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเป็นเงินจำนวน 289,247 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีและจำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3.5 ของจำนวนเงินที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของและจดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องซื้อได้ในราคา 8,290,000 บาท ปรากฏว่า น.ส.3 ก. ดังกล่าวออกทับที่ดินผู้อื่น ที่ดินที่ยึดและขายทอดตลาดดังกล่าวจึงไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 3 เมื่อปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 จนศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุด ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาส่วนนี้จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ขอยึดโดยสุจริตนั้นไม่มีบทกฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้ว่าไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว และที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 หากให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้วจะไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเสียค่าฤชาธรรมเนียมก็ได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องระมัดระวังในการรับจำนองที่ดินและนำยึดที่ดินว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เพราะโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งไปตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์-สุรพล เจียมจูไร-เรวัตร อิศราภรณ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
411975
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082037561"
    }
}
date
2547
deka_no
7507/2547
deka_running_no
7507
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "เรวัตร อิศราภรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 149",
            "ม. 161"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายฉัตริน อัศวมหาวงศ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนิวัฒน์ ก่อเกียรติตระกูล กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องไปในราคา 8,290,000 บาท ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินดังกล่าวได้ออกทับตราจองเลขที่ 2058 ถึง 2078 และโฉนดที่ดินเลขที่ 1803 ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของบุคคลอื่นมิใช่ของจำเลยที่ 3 มาขายทอดตลาด การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคืนเงินมัดจำแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และคืนเงินมัดจำจำนวน 414,500 บาท แก่ผู้ร้อง คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเป็นเงินจำนวน 289,247 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

เจ้าพนักงานบังคับคดีและจำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3.5 ของจำนวนเงินที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของและจดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องซื้อได้ในราคา 8,290,000 บาท ปรากฏว่า น.ส.3 ก. ดังกล่าวออกทับที่ดินผู้อื่น ที่ดินที่ยึดและขายทอดตลาดดังกล่าวจึงไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 3 เมื่อปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 จนศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุด ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาส่วนนี้จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ขอยึดโดยสุจริตนั้นไม่มีบทกฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้ว่าไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว และที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 หากให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้วจะไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเสียค่าฤชาธรรมเนียมก็ได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องระมัดระวังในการรับจำนองที่ดินและนำยึดที่ดินว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เพราะโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งไปตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000873.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547