คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2551 ฉบับเต็ม

#412020
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2551 นายประจิม จันทร์ผ่อง กับพวก โจทก์ นายบูรพา จันทร์ผ่อง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1706 (3) พินัยกรรมที่ระบุว่าเจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกของตนทั้งหมดให้แก่จำเลยไว้ในพินัยกรรมเพียงผู้เดียว และระบุประเภทของทรัพย์สินที่ยกให้ไม่ว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินใดๆ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องของเจ้ามรดกที่มีต่อลูกหนี้ให้ตกแก่จำเลย แม้จะมีข้อความในพินัยกรรมว่า จำเลยจะยกทรัพย์สินหรือแบ่งปันให้แก่ผู้ใดเมื่อเจ้ามรดกได้ถึงแก่กรรมไปแล้วก็สุดแต่ใจจะเห็นสมควร ข้อกำหนดดังกล่าวหาได้กำหนดให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ แทนเจ้ามรดกไม่ แต่มีความหมายว่า เมื่อเจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจะดำเนินการอย่างไรต่อไปโดยจะยกทรัพย์มรดกหรือแบ่งปันให้แก่ผู้ใดหรือไม่ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยตามแต่จะเห็นสมควร ไม่ใช่ให้จำเลยเป็นผู้กำหนดทรัพย์มรดกทั้งหมดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจของจำเลย ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1706 (3) ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2537 ของนายอุทัยเป็นพินัยกรรมปลอม เป็นโมฆะ และมีคำสั่งให้ทำลายหรือเพิกถอนพินัยกรรมฉบับดังกล่าว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ในวันชี้สองสถาน โจทก์ทั้งสองและจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า พินัยกรรมของนายอุทัยฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2537 มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า พินัยกรรมของนายอุทัยฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2537 มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พินัยกรรมตามเอกสารท้ายคำร้องของโจทก์ทั้งสองข้อ 1 มีข้อความว่า "ข้าพเจ้า (นายอุทัย) ขอสั่งการไว้ว่า บรรดาทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ดี ทรัพย์สินใดๆ ก็ดี ตลอดจนสิทธิเรียกร้องต่อผู้อื่นซึ่งข้าพเจ้ามีอยู่ในขณะที่ข้าพเจ้าวายชนม์ลงแล้ว ข้าพเจ้าขอยกให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่นายบูรพา (จำเลย) แต่เพียงผู้เดียว เหตุผลที่ข้าพเจ้ายกทรัพย์มรดกของข้าพเจ้านี้ทั้งหมดแก่นายบูรพา (จำเลย) เพียงผู้เดียวนั้น ข้าพเจ้าได้พิเคราะห์และใคร่ครวญตระหนักดีแล้ว เห็นว่า บุคคลผู้นี้เป็นทายาทหรือบุตรที่ข้าพเจ้าเห็นสมควรได้รับมรดกและมีความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ส่วนนายบูรพา (จำเลย) จะยกทรัพย์สินหรือแบ่งปันให้กับผู้ใด เมื่อข้าพเจ้าได้ถึงแก่กรรมไปแล้วก็สุดแต่ใจจะเห็นสมควร" จากข้อความดังกล่าวในพินัยกรรม เห็นได้ว่า เจ้ามรดกได้กำหนดตัวบุคคลเป็นที่แน่นอนให้เป็นผู้รับพินัยกรรมไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า เจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเพียงผู้เดียว และย่อมรู้ได้จากพินัยกรรมซึ่งระบุทรัพย์สินที่ยกให้ไว้ชัดแจ้งพอที่จะทราบได้แน่นอนแล้วว่า ทรัพย์สินทั้งหมดของเจ้ามรดกไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินใด ๆ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องของเจ้ามรดกที่มีต่อลูกหนี้ให้ตกแก่จำเลยผู้เดียว ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าวจึงหาได้กำหนดให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่าง ๆ แทนเจ้ามรดกดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ ส่วนข้อความในพินัยกรรมที่ว่า "จำเลยจะยกทรัพย์สินหรือแบ่งปันให้แก่ผู้ใดเมื่อเจ้ามรดกได้ถึงแก่กรรมไปแล้วก็สุดแต่ใจจะเห็นสมควร" ข้อความดังกล่าวมีความหมายว่า เมื่อเจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยจะยกทรัพย์มรดกหรือแบ่งปันให้แก่ผู้ใดหรือไม่ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยตามแต่จะเห็นสมควร ไม่ใช่ให้จำเลยเป็นผู้กำหนดทรัพย์มรดกทั้งหมดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจของจำเลย ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706 (3) พินัยกรรมของนายอุทัยเจ้ามรดกจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ. (ชาลี ทัพภวิมล-ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์-คำนวน เทียมสอาด) ศาลจังหวัดตรัง - นายนฤพนธ์ ถิระวุฒิ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1375/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1785/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ367/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412020
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตรัง",
        "judge": "นายนฤพนธ์ ถิระวุฒิ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082010565"
    }
}
date
2551
deka_no
2510/2551
deka_running_no
2510
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชาลี ทัพภวิมล",
    "ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์",
    "คำนวน เทียมสอาด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1706 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายประจิม จันทร์ผ่อง กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบูรพา จันทร์ผ่อง"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2537 ของนายอุทัยเป็นพินัยกรรมปลอม เป็นโมฆะ และมีคำสั่งให้ทำลายหรือเพิกถอนพินัยกรรมฉบับดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันชี้สองสถาน โจทก์ทั้งสองและจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า พินัยกรรมของนายอุทัยฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2537 มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า พินัยกรรมของนายอุทัยฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2537 มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พินัยกรรมตามเอกสารท้ายคำร้องของโจทก์ทั้งสองข้อ 1 มีข้อความว่า "ข้าพเจ้า (นายอุทัย) ขอสั่งการไว้ว่า บรรดาทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ดี ทรัพย์สินใดๆ ก็ดี ตลอดจนสิทธิเรียกร้องต่อผู้อื่นซึ่งข้าพเจ้ามีอยู่ในขณะที่ข้าพเจ้าวายชนม์ลงแล้ว ข้าพเจ้าขอยกให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่นายบูรพา (จำเลย) แต่เพียงผู้เดียว

เหตุผลที่ข้าพเจ้ายกทรัพย์มรดกของข้าพเจ้านี้ทั้งหมดแก่นายบูรพา (จำเลย) เพียงผู้เดียวนั้น ข้าพเจ้าได้พิเคราะห์และใคร่ครวญตระหนักดีแล้ว เห็นว่า บุคคลผู้นี้เป็นทายาทหรือบุตรที่ข้าพเจ้าเห็นสมควรได้รับมรดกและมีความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ส่วนนายบูรพา (จำเลย) จะยกทรัพย์สินหรือแบ่งปันให้กับผู้ใด เมื่อข้าพเจ้าได้ถึงแก่กรรมไปแล้วก็สุดแต่ใจจะเห็นสมควร"

จากข้อความดังกล่าวในพินัยกรรม เห็นได้ว่า เจ้ามรดกได้กำหนดตัวบุคคลเป็นที่แน่นอนให้เป็นผู้รับพินัยกรรมไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า เจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเพียงผู้เดียว และย่อมรู้ได้จากพินัยกรรมซึ่งระบุทรัพย์สินที่ยกให้ไว้ชัดแจ้งพอที่จะทราบได้แน่นอนแล้วว่า ทรัพย์สินทั้งหมดของเจ้ามรดกไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินใด ๆ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องของเจ้ามรดกที่มีต่อลูกหนี้ให้ตกแก่จำเลยผู้เดียว ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าวจึงหาได้กำหนดให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่าง ๆ แทนเจ้ามรดกดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ ส่วนข้อความในพินัยกรรมที่ว่า "จำเลยจะยกทรัพย์สินหรือแบ่งปันให้แก่ผู้ใดเมื่อเจ้ามรดกได้ถึงแก่กรรมไปแล้วก็สุดแต่ใจจะเห็นสมควร" ข้อความดังกล่าวมีความหมายว่า เมื่อเจ้ามรดกยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยจะยกทรัพย์มรดกหรือแบ่งปันให้แก่ผู้ใดหรือไม่ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยตามแต่จะเห็นสมควร ไม่ใช่ให้จำเลยเป็นผู้กำหนดทรัพย์มรดกทั้งหมดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจของจำเลย ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706 (3) พินัยกรรมของนายอุทัยเจ้ามรดกจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1785/2548
primary_red_case_no
พ367/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000628.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1375/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551