คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1363/2551 ฉบับเต็ม

#412023
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1363/2551 นายเกษมพล พฤกษ์พัฒนพงศ์ โจทก์ บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 572 ป.วิ.พ. มาตรา 249, มาตรา 271 คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลย (โจทก์คดีนี้) หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคากับโจทก์ต้องชำระค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง จำเลยไม่สามารถนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ เพราะโจทก์มีเจตนานำเอารถหลบหนี การที่จำเลยยอมรับเงินค่ารถยนต์ ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายจากโจทก์โดยที่จำเลยมิได้บอกปัดหรือทักท้วงให้โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนก่อน จึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของโจทก์ตามที่จำเลยฎีกาไม่ และแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า การที่จำเลยเลือกบังคับคดีโดยรับชำระราคาแทนการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ เป็นการสละสิทธิในการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คืนตามคำพิพากษา แม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ดังกล่าว ถือได้โดยปริยายว่า จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ รถยนต์คันพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่โอนทะเบียนและส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า รถยนต์คันพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์พร้อมทั้งส่งสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์ยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน 9 ท - 4935 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ และให้ส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์หรือไม่และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผลคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระหนี้สองรายการคือ คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคากับโจทก์ต้องชำระค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง การบังคับคดีจำเลยต้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นอันดับแรก และยึดทรัพย์สินอื่นเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้เงินตามรายการหลังแต่จำเลยมิได้นำยึดรถยนต์ เพียงแต่นำยึดทรัพย์สินอื่นเพื่อหวังขายทอดตลาดชำระหนี้เงินซึ่งตามฎีกาของจำเลยยอมรับว่า จำเลยไม่สามารถนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ เพราะโจทก์มีเจตนานำเอารถหลบหนี ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การบังคับคดีให้โจทก์คืนรถยนต์นั้นสภาพแห่งหนี้ยังเปิดช่องให้กระทำได้ ทั้งยังไม่เป็นการพ้นวิสัย การที่จำเลยยอมรับเงินค่ารถยนต์ ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายจากโจทก์โดยที่จำเลยมิได้บอกปัดหรือทักท้วงให้โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนก่อน จึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของโจทก์ตามที่จำเลยฎีกาไม่ และแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า การที่จำเลยเลือกบังคับคดีโดยรับชำระราคาแทนการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ เป็นการสละสิทธิในการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คืนตามคำพิพากษา แม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ดังกล่าว ถือได้โดยปริยายว่า จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ รถยนต์คันพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่โอนทะเบียนและส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แม้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาเห็นควรไม่รับวินิจฉัยให้ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชวลิต ตุลยสิงห์-สมศักดิ์ เนตรมัย-มนตรี ยอดปัญญา) ศาลแพ่ง - นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร ศาลอุทธรณ์ - นายสุนัย มโนมัยอุดม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1689/2546 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412023
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุนัย มโนมัยอุดม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082011690"
    }
}
date
2551
deka_no
1363/2551
deka_running_no
1363
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "มนตรี ยอดปัญญา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 572"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249",
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเกษมพล พฤกษ์พัฒนพงศ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า รถยนต์คันพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์พร้อมทั้งส่งสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์ยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน 9 ท - 4935 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ และให้ส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์หรือไม่และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผลคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระหนี้สองรายการคือ คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคากับโจทก์ต้องชำระค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง การบังคับคดีจำเลยต้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นอันดับแรก และยึดทรัพย์สินอื่นเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้เงินตามรายการหลังแต่จำเลยมิได้นำยึดรถยนต์ เพียงแต่นำยึดทรัพย์สินอื่นเพื่อหวังขายทอดตลาดชำระหนี้เงินซึ่งตามฎีกาของจำเลยยอมรับว่า จำเลยไม่สามารถนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ เพราะโจทก์มีเจตนานำเอารถหลบหนี ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การบังคับคดีให้โจทก์คืนรถยนต์นั้นสภาพแห่งหนี้ยังเปิดช่องให้กระทำได้ ทั้งยังไม่เป็นการพ้นวิสัย การที่จำเลยยอมรับเงินค่ารถยนต์ ค่าขาดประโยชน์ และค่าเสียหายจากโจทก์โดยที่จำเลยมิได้บอกปัดหรือทักท้วงให้โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนก่อน จึงหาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตของโจทก์ตามที่จำเลยฎีกาไม่ และแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า การที่จำเลยเลือกบังคับคดีโดยรับชำระราคาแทนการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ เป็นการสละสิทธิในการบังคับให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คืนตามคำพิพากษา แม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์ดังกล่าว ถือได้โดยปริยายว่า จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ รถยนต์คันพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่โอนทะเบียนและส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แม้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาเห็นควรไม่รับวินิจฉัยให้ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000638.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1689/2546
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551