คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7518/2551 ฉบับเต็ม

#412027
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7518/2551 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ โจทก์ นายวิเชียร ธนนิมิตร โดยนางบังอร ธนนิมิตร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง, มาตรา 193/30 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 คำฟ้องของโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสามเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ ปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่อง มิได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาพัสดุ ไม่ตรวจสอบพัสดุที่เก็บไว้ว่ามีจำนวนตรงกับที่ปรากฏในบัญชีคุมพัสดุหรือไม่ เป็นเหตุให้พัสดุที่เก็บรักษาไว้ในห้องเก็บพัสดุสูญหาย มิได้อ้างว่าจำเลยทั้งสามเอาทรัพย์ดังกล่าวไปในลักษณะแย่งการครอบครองแล้วไม่สามารถคืนทรัพย์ได้ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องของการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มิใช่มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนพัสดุตามฟ้องให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 140,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางบังอรทายาทของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนทรัพย์ที่สูญหายไป หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ซึ่งคำขอให้คืนทรัพย์หรือให้ใช้ราคาแทนนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า แม้การฟ้องขอให้ใช้ราคาแทนในกรณีไม่สามารถคืนทรัพย์ได้จะมีอายุความ 10 ปี และคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคามาด้วย แต่เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเพียงว่า จำเลยทั้งสามปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่อง มิได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาพัสดุ ทั้งไม่ได้ใส่ใจตรวจสอบพัสดุที่เก็บไว้ว่ามีจำนวนตรงกับที่ปรากฏในบัญชีคุมพัสดุหรือไม่ เป็นเหตุให้พัสดุที่เก็บรักษาไว้สูญหายไป มิได้อ้างว่าจำเลยทั้งสามเป็นคนเอาทรัพย์ดังกล่าวไปในลักษณะแย่งการครอบครองแล้วไม่สามารถคืนทรัพย์ดังกล่าวได้ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องของการใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง หาใช่มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่โจทก์ฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทราบว่าทรัพย์ของโจทก์สูญหายไปเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 29 กันยายน 2541 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-รัตน กองแก้ว-ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์) ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายเมธี เลขานุกิจ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.199/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1836/2541 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ540/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412027
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช",
        "judge": "นายเมธี เลขานุกิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007312"
    }
}
date
2551
deka_no
7518/2551
deka_running_no
7518
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "รัตน กองแก้ว",
    "ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 448 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 193/30"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539",
        "sections": [
            "ม. 10"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายวิเชียร ธนนิมิตร โดยนางบังอร ธนนิมิตร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนพัสดุตามฟ้องให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 140,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางบังอรทายาทของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนทรัพย์ที่สูญหายไป หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ซึ่งคำขอให้คืนทรัพย์หรือให้ใช้ราคาแทนนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า แม้การฟ้องขอให้ใช้ราคาแทนในกรณีไม่สามารถคืนทรัพย์ได้จะมีอายุความ 10 ปี และคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคามาด้วย แต่เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเพียงว่า จำเลยทั้งสามปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่อง มิได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาพัสดุ ทั้งไม่ได้ใส่ใจตรวจสอบพัสดุที่เก็บไว้ว่ามีจำนวนตรงกับที่ปรากฏในบัญชีคุมพัสดุหรือไม่ เป็นเหตุให้พัสดุที่เก็บรักษาไว้สูญหายไป มิได้อ้างว่าจำเลยทั้งสามเป็นคนเอาทรัพย์ดังกล่าวไปในลักษณะแย่งการครอบครองแล้วไม่สามารถคืนทรัพย์ดังกล่าวได้ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องของการใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง หาใช่มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่โจทก์ฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทราบว่าทรัพย์ของโจทก์สูญหายไปเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 29 กันยายน 2541 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1836/2541
primary_red_case_no
พ540/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000599.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.199/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551