คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4476/2544 ฉบับเต็ม

#41203
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4476/2544 นางสาว หนูแดง สุวรรณหงษ์หรือศรีเพียงจันทร์ โจทก์ นาง วาสนา ทรงสังข์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1382 ป.วิ.พ. มาตรา 177 โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์โจทก์ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขต จำเลยทั้งสองคัดค้านขอให้พิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยซื้อมาจาก น. แต่จำเลยทั้งสองกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่า กรณีจะเป็นประการใดก็ตามหากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งตอนแรก ซึ่งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เพราะซื้อมา จึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่นในที่ดินโฉนดเลขที่ 5847 เนื้อที่ 72 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามโฉนดเลขที่ 5833 วันที่ 24ตุลาคม 2537 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองคัดค้าน ต่อมาวันที่ 13กรกฎาคม 2538 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดอีกแต่จำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 78 ตารางวาเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินดังกล่าวทำให้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายทำการรังวัดถึงสองครั้งเป็นเงิน 10,000 บาท และขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทซึ่งอาจให้บุคคลอื่นเช่าได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 บาท ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปและค่าเสียหายต่อไปอีกปีละ 2,000บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5833 โดยจำเลยที่ 1ซื้อมาจากนางนัฎฐา วัตตะเสรี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2527 จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา หากฟังว่าที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 5847ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี แก่จำเลยที่ 1เพื่อนำไปใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดิน กับห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทติดต่อกันจนถึงปัจจุบันโดยสงบ เปิดเผย หรือมีเจตนาเป็นเจ้าของและมิได้ครอบครองเกินกว่า 10 ปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 5847 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้าจังหวัดสุพรรณบุรีของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการรังวัดที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป คำขออื่นให้ยก สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า คำให้การและฟ้องแย้งมีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ โจทก์ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดิน จำเลยทั้งสองคัดค้าน ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตและห้ามเกี่ยวข้องกับเรียกค่าเสียหายจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่ในเขตโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยซื้อมาจากนางนัฏฐา วัตตะเสรี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2527 จากนั้นได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา เท่ากับจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยได้รับโอนกรรมสิทธิ์จากเจ้าของเดิม แต่จำเลยทั้งสองกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่า กรณีจะเป็นประการใดก็ตามหากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งตอนแรก ซึ่งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เพราะซื้อมารูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน" พิพากษายืน (ประพันธ์ ทรัพย์แสง-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-ดลจรัส รัตนโศภิต) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41203
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064277"
    }
}
date
2544
deka_no
4476/2544
deka_running_no
4476
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง",
    "พันธาวุธ ปาณิกบุตร",
    "ดลจรัส รัตนโศภิต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1382"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว หนูแดง สุวรรณหงษ์หรือศรีเพียงจันทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง วาสนา ทรงสังข์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่นในที่ดินโฉนดเลขที่ 5847 เนื้อที่ 72 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามโฉนดเลขที่ 5833 วันที่ 24ตุลาคม 2537 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองคัดค้าน ต่อมาวันที่ 13กรกฎาคม 2538 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดอีกแต่จำเลยทั้งสองอ้างว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 78 ตารางวาเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินดังกล่าวทำให้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายทำการรังวัดถึงสองครั้งเป็นเงิน 10,000 บาท และขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทซึ่งอาจให้บุคคลอื่นเช่าได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 บาท ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปและค่าเสียหายต่อไปอีกปีละ 2,000บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5833 โดยจำเลยที่ 1ซื้อมาจากนางนัฎฐา วัตตะเสรี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2527 จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา หากฟังว่าที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 5847ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี แก่จำเลยที่ 1เพื่อนำไปใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดิน กับห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทติดต่อกันจนถึงปัจจุบันโดยสงบ เปิดเผย หรือมีเจตนาเป็นเจ้าของและมิได้ครอบครองเกินกว่า 10 ปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 5847 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้าจังหวัดสุพรรณบุรีของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการรังวัดที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป คำขออื่นให้ยก สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า คำให้การและฟ้องแย้งมีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ โจทก์ขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดิน จำเลยทั้งสองคัดค้าน ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดสอบเขตและห้ามเกี่ยวข้องกับเรียกค่าเสียหายจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่ในเขตโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยซื้อมาจากนางนัฏฐา วัตตะเสรี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2527 จากนั้นได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา เท่ากับจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยได้รับโอนกรรมสิทธิ์จากเจ้าของเดิม แต่จำเลยทั้งสองกลับให้การและฟ้องแย้งในตอนหลังว่า กรณีจะเป็นประการใดก็ตามหากฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงขัดแย้งกับคำให้การและฟ้องแย้งตอนแรก ซึ่งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เพราะซื้อมารูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001111.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544