คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8388/2550 ฉบับเต็ม

#412040
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8388/2550 นายนริศ ปราชญ์ประภาส โจทก์ บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 850 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 148 (3) ข้อตกลงที่มีข้อความว่า หากโจทก์ได้รับเงินจำนวนตามที่ระบุไว้ครบถ้วน โจทก์ก็ไม่ติดใจเรียกร้องไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญาหรือไม่ติดใจเอาความอีก และจำเลยต้องนำข้อตกลงนี้ไปเสนอต่อกรรมการของจำเลยร่วมก่อน ข้อตกลงดังกล่าวย่อมไม่ได้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสร็จสิ้นไปทีเดียว จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.9 มีผลบังคับใช้เช่นเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้สิทธิที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยที่ 2 ระงับ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (เอกสารหมาย จ.9) แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ว่า เอกสารหมาย จ.9 ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า เอกสารหมาย จ.9 ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ความรับผิดในมูลละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ยังคงมีอยู่ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความใหม่ไม่ชอบ ปัญหาว่าเอกสารหมาย จ.9 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่จึงเกี่ยวกับอำนาจฟ้องที่โจทก์จะนำคดีไปฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่โดยอาศัยเอกสารหมาย จ.9 ได้หรือไม่ จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 700,242 บาท โดยให้จำเลยร่วมรับผิดไม่น้อยกว่า 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน (ป้ายแดง) ช - 9797 กรุงเทพมหานคร เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 390,242 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า ข้อความตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.12 มีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.12 ต่างยังมีเงื่อนไขอยู่ว่าหากโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวตามข้อความในเอกสารครบถ้วนก็ไม่ติดใจเรียกร้องไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญา หรือไม่ติดใจเอาความอีก และตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแขวงดุสิตเอกสารหมาย จ.9 ทนายจำเลยก็แถลงว่าจะต้องนำข้อตกลงดังกล่าวไปเสนอต่อกรรมการของจำเลยร่วม ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมิได้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสร็จสิ้นไปทีเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าเงื่อนไขตามข้อตกลงมิได้ดำเนินการให้สำเร็จไป ข้อตกลงดังกล่าวย่อมไม่อาจใช้บังคับได้ ข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลทำให้มูลหนี้ที่เกิดจากการกระทำละเมิดระงับไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเอกสารหมาย จ.9 มีผลบังคับเช่นเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้สิทธิที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยที่ 2 ระงับ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ว่าเอกสารหมาย จ.9 ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.9 ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ความรับผิดในมูลละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ยังคงมีอยู่ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความใหม่ไม่ชอบ ปัญหาว่าเอกสารหมาย จ.9 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่จึงเกี่ยวกับอำนาจฟ้องที่โจทก์จะนำคดีไปฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่โดยอาศัยเอกสารหมาย จ.9 ได้หรือไม่ จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์ (มานะ ศุภวิริยกุล-สุรพล เจียมจูไร-ชวลิต ตุลยสิงห์) ศาลแพ่ง - นางสาวพรรณิภา วิชิตะกุล ศาลอุทธรณ์ - นายสุนัย มโนมัยอุดม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.600/2546 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412040
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางสาวพรรณิภา วิชิตะกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุนัย มโนมัยอุดม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082013721"
    }
}
date
2550
deka_no
8388/2550
deka_running_no
8388
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 850"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 148 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายนริศ ปราชญ์ประภาส"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 700,242 บาท โดยให้จำเลยร่วมรับผิดไม่น้อยกว่า 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน (ป้ายแดง) ช - 9797 กรุงเทพมหานคร เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 390,242 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า ข้อความตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.12 มีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.12 ต่างยังมีเงื่อนไขอยู่ว่าหากโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวตามข้อความในเอกสารครบถ้วนก็ไม่ติดใจเรียกร้องไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญา หรือไม่ติดใจเอาความอีก และตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแขวงดุสิตเอกสารหมาย จ.9 ทนายจำเลยก็แถลงว่าจะต้องนำข้อตกลงดังกล่าวไปเสนอต่อกรรมการของจำเลยร่วม ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมิได้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสร็จสิ้นไปทีเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าเงื่อนไขตามข้อตกลงมิได้ดำเนินการให้สำเร็จไป ข้อตกลงดังกล่าวย่อมไม่อาจใช้บังคับได้ ข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลทำให้มูลหนี้ที่เกิดจากการกระทำละเมิดระงับไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเอกสารหมาย จ.9 มีผลบังคับเช่นเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้สิทธิที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยที่ 2 ระงับ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ว่าเอกสารหมาย จ.9 ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.9 ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ความรับผิดในมูลละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ยังคงมีอยู่ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความใหม่ไม่ชอบ ปัญหาว่าเอกสารหมาย จ.9 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่จึงเกี่ยวกับอำนาจฟ้องที่โจทก์จะนำคดีไปฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่โดยอาศัยเอกสารหมาย จ.9 ได้หรือไม่ จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000656.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.600/2546
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550