คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8880/2547 ฉบับเต็ม

#412081
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8880/2547 บริษัทเอส.ที.ลีสซิ่ง จำกัด โจทก์ นายอนันต์ กล่อมผ่อง กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 572, มาตรา 680 ป.วิ.พ. มาตรา 84, มาตรา 245, มาตรา 246 ป.รัษฎากร มาตรา 118 สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์หรือเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อ เมื่อสัญญาเช่าซื้อไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ คดีนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ และแม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจริง แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็หามีผลถึงจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ชั้นต้น คดีจึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-1319 (ป้ายแดง) กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 396,075.66 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 160,942 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 128,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์มิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ก-1319 (ป้ายแดง) กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ราคา 396,075.66 บาท แบ่งชำระ 48 งวด งวดละ 6,986 บาท งวดแรกชำระวันที่ 25 ธันวาคม 2539 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของเดือนจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 8 และจำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ จนกระทั่งวันที่ 13 พฤศจิกายน 2540 จึงนำรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์นำออกประมูลขายได้ราคา 142,940 บาท นับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์ไม่ได้เสียภาษีรถยนต์คันที่จำเลยเช่าซื้อ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 สามารถใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้หรือไม่ สำหรับประเด็นนี้โจทก์นำสืบว่าสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันโจทก์เสียค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินแล้ว ปรากฏตามสำเนาแบบขอเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงินเอกสารหมาย จ.6 เห็นว่า พยานเอกสารหมาย จ.6 ไม่ปรากฏว่ามีการเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงินสำหรับสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์หรือเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติไว้ว่า ตราสารใดที่ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 ไม่อาจใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ คดีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.4 และแม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจริง แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็หามีผลถึงจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ชั้นต้น คดีจึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ (มานะ ศุภวิริยกุล-สายันต์ สุรสมภพ-สมชาย จุลนิติ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412081
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082036524"
    }
}
date
2547
deka_no
8880/2547
deka_running_no
8880
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "สายันต์ สุรสมภพ",
    "สมชาย จุลนิติ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 572",
            "ม. 680"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84",
            "ม. 245",
            "ม. 246"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเอส.ที.ลีสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอนันต์ กล่อมผ่อง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-1319 (ป้ายแดง) กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 396,075.66 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 160,942 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 128,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์มิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ก-1319 (ป้ายแดง) กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ราคา 396,075.66 บาท แบ่งชำระ 48 งวด งวดละ 6,986 บาท งวดแรกชำระวันที่ 25 ธันวาคม 2539 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของเดือนจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 8 และจำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ จนกระทั่งวันที่ 13 พฤศจิกายน 2540 จึงนำรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์นำออกประมูลขายได้ราคา 142,940 บาท นับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์ไม่ได้เสียภาษีรถยนต์คันที่จำเลยเช่าซื้อ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 สามารถใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้หรือไม่ สำหรับประเด็นนี้โจทก์นำสืบว่าสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันโจทก์เสียค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินแล้ว ปรากฏตามสำเนาแบบขอเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงินเอกสารหมาย จ.6 เห็นว่า พยานเอกสารหมาย จ.6 ไม่ปรากฏว่ามีการเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงินสำหรับสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์หรือเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติไว้ว่า ตราสารใดที่ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 ไม่อาจใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ คดีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.4 และแม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจริง แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็หามีผลถึงจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ชั้นต้น คดีจึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000864.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547