คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8989/2547 ฉบับเต็ม

#412090
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8989/2547 นางสาวบุญธรรม ปั้นช้าง โจทก์ นายสำราญ พรประพันธ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 42, มาตรา 43, มาตรา 44, มาตรา 140 ในคดีแพ่ง แม้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายก่อนศาลพิพากษา แต่ปรากฏต่อศาลเมื่ออ่านคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาก็คงสมบูรณ์ โจทก์จึงแก่ความตายก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ปรากฏต่อศาลหลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว เมื่อคดีอยู่ระหว่างระยะยื่นฎีกาศาลชั้นต้นย่อมดำเนินกระบวนพิจารณาหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ รวมทั้งมีคำสั่งในการที่เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ตามนัยมาตรา 42, 43 และ 44 แห่ง ป.วิ.พ. การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวเสียก่อนแล้วมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์และจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียกันกับนางบุญมา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน ส่วนบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว นางบุญมาสมรสกับจำเลยแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2541 นางบุญมาถึงแก่ความตาย จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้กำจัดจำลยมิให้ได้ทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 จากจำเลยกลับมาเป็นของกองมรดกของนางบุญมา ผู้ตายเดิมโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนการรับโอนมรดกของจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 กลับเข้ามาเป็นทรัพย์ในกองมรดกของนางบุญมาผู้ตาย โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ต่อมาจึงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่ความตายแล้วตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2545 ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของทนายโจทก์ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 โจทก์และจำเลยฎีกา "หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 แล้ว ทนายโจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 ขอขยายระยะเวลาฎีกา โดยในคำร้องระบุว่า โจทก์ได้ถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2545 ทายาทของโจทก์อยู่ระหว่างการร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ซึ่งต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2545 ทนายจำเลยก็ยื่นฎีกาและยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกนายฟักซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ เข้ารับมรดกความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ แต่ศาลชั้นต้นมิได้ไต่สวนให้ได้ความว่า โจทก์ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ ทั้งมิได้มีคำสั่งตามคำร้องของทนายจำเลยก่อนมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์และจำเลย เห็นว่า ในคดีแพ่งแม้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายก่อนศาลพิพากษา แต่ปรากฏต่อศาลเมื่ออ่านคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาก็คงสมบูรณ์ คดีนี้โจทก์ถึงแก่ความตายก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ปรากฏต่อศาลหลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว เมื่อคดีอยู่ระหว่างระยะยื่นฎีกาศาลชั้นต้นย่อมดำเนินกระบวนพิจารณาหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ รวมทั้งมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ตามนัยมาตรา 42, 43 และ 44 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวเสียก่อนแล้วมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์และจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยฎีกาโจทก์และจำเลยได้" พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาโจทก์และจำเลย ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนให้ได้ความว่าโจทก์ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42, 43 และ 44 ต่อไป (สดศรี สัตยธรรม-สุมิตร สุภาดุลย์-นันทชัย เพียรสนอง) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412090
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082036516"
    }
}
date
2547
deka_no
8989/2547
deka_running_no
8989
deka_year
2547
department
แผนก
judges
[
    "สดศรี สัตยธรรม",
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "นันทชัย เพียรสนอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 42",
            "ม. 43",
            "ม. 44",
            "ม. 140"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวบุญธรรม ปั้นช้าง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสำราญ พรประพันธ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียกันกับนางบุญมา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน ส่วนบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว นางบุญมาสมรสกับจำเลยแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2541 นางบุญมาถึงแก่ความตาย จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้กำจัดจำลยมิให้ได้ทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 จากจำเลยกลับมาเป็นของกองมรดกของนางบุญมา ผู้ตายเดิมโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนการรับโอนมรดกของจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 กลับเข้ามาเป็นทรัพย์ในกองมรดกของนางบุญมาผู้ตาย โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ต่อมาจึงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่ความตายแล้วตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2545 ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของทนายโจทก์ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545

โจทก์และจำเลยฎีกา "หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 แล้ว ทนายโจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 ขอขยายระยะเวลาฎีกา โดยในคำร้องระบุว่า โจทก์ได้ถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2545 ทายาทของโจทก์อยู่ระหว่างการร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ซึ่งต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2545 ทนายจำเลยก็ยื่นฎีกาและยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกนายฟักซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ เข้ารับมรดกความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ แต่ศาลชั้นต้นมิได้ไต่สวนให้ได้ความว่า โจทก์ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ ทั้งมิได้มีคำสั่งตามคำร้องของทนายจำเลยก่อนมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์และจำเลย เห็นว่า ในคดีแพ่งแม้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายก่อนศาลพิพากษา แต่ปรากฏต่อศาลเมื่ออ่านคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาก็คงสมบูรณ์ คดีนี้โจทก์ถึงแก่ความตายก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ปรากฏต่อศาลหลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว เมื่อคดีอยู่ระหว่างระยะยื่นฎีกาศาลชั้นต้นย่อมดำเนินกระบวนพิจารณาหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ รวมทั้งมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ตามนัยมาตรา 42, 43 และ 44 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวเสียก่อนแล้วมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์และจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยฎีกาโจทก์และจำเลยได้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาโจทก์และจำเลย ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนให้ได้ความว่าโจทก์ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42, 43 และ 44 ต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000864.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2547