ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4745/2547
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นายทง เตียว ฮวด เดวิด
ผู้ร้อง
นายทิพย์ งามกาละ กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 33, มาตรา 36
ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 145
ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 186
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 32
ในคดีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบนั้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่าศาลจะสั่งคืนเรือของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าศาลจะสั่งริบเรือของกลางได้หรือไม่ยุติไปตามคำสั่งศาลในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนเรือของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
___________________________
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, 32 พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2521 มาตรา 6 ทวิ, 20 ทวิ, 24 ตรี พระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พ.ศ.2466 มาตรา 2, 19, 31 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 282 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 11, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 32, 33 และริบของกลาง จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าตามฟ้อง และให้ริบของกลางทั้งหมดรวมทั้งเรือบรรทุกน้ำมันชื่อเพลย์บอย 1 จำนวน 1 ลำ
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันชื่อเพลย์บอย 1 ของกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนเรือบรรทุกน้ำมันชื่อเพลย์บอย 1 ของกลางแก่ผู้ร้อง
โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้คืนเรือบรรทุกน้ำมันชื่อเพลย์บอย 1 ของกลางแก่ผู้ร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าเรือของกลางมีระวาง 677 ตัน ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 32 ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งริบเรือของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ขัดกฎหมายศุลกากรไม่ได้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนเรือของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าศาลชั้นต้นสั่งริบเรือของกลางได้หรือไม่ยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนเรือของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในลำดับต่อไปมีว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือของกลางและมิได้ร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าหรือไม่ ทางไต่สวนผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันชื่อเพลย์บอย 1 จดทะเบียนที่ประเทศสาธารณรัฐฮอนดูรัส หมายเลขทะเบียน แอล-1324326 มีความจุของเรือรวมบรรทุก 677 ตัน ตามใบรับรองความจุของเรือระหว่างชาติ (พ.ศ.2512) ใบรับรองการจดทะเบียน ใบรับรองการยกเว้นและใบรับรองการป้องกันมลภาวะเป็นพิษของน้ำมันระหว่างชาติพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ร.3 และ ร.4 ผู้ร้องเป็นชาวต่างประเทศ สัญชาติสิงคโปร์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ 25 ฟิชเชอรีพอร์ต ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ผู้ร้องมอบอำนาจให้นายสมยศเป็นผู้ดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2537 ผู้ร้องให้บริษัทเจ.เจ. โอเวอร์ซีคอร์ป เช่าเรือของผู้ร้องไปเพื่อใช้บรรทุกขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสะอาด โดยมีข้อตกลงเรื่องพิสัยการเดินเรือระหว่างเมืองฮ่องกงกับประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มีกำหนดเวลา 3 ปี ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาเช่าเวลาเรือขนส่งพร้อมคำแปล เอกสารหมาย ร.5 และ ร.6 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งห้ากับพวกในข้อหาลักลอบนำสินค้าน้ำมันหลบหนีภาษีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรไทย และยึดเรือของผู้ร้องเป็นของกลาง เมื่อผู้ร้องทราบเรื่องจึงมอบอำนาจให้นายสมยศไปติดต่อขอให้พนักงานสอบสวนคืนเรือแก่ผู้ร้อง แต่พนักงานสอบสวนไม่คืนให้และต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบเรือของผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้า
โจทก์ไม่สืบพยาน
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า นายสมยศผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องติดต่อขอรับเรือของกลางคืนจากพนักงานสอบสวนในนามของผู้ร้องเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 ภายหลังวันเกิดเหตุ 1 เดือนเศษ ตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4 และในวันที่ 19 กันยายน 2540 นายสมยศรับเป็นทนายความให้จำเลยทั้งห้าตามใบแต่งทนายความของจำเลยทั้งห้าในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 188/2541 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น นายสมยศจึงมีสถานะเป็นทั้งตัวแทนผู้ร้องและทนายความของจำเลยทั้งห้าในเวลาเดียว ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นนายสมยศก็ทำหน้าที่ติดต่อขอคืนเรือของกลางจากพนักงานสอบสวนแทนผู้ร้องไปพร้อมกัน และจากคำแถลงของนายสมยศตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 คดีหมายเลขแดงที่ 188/2541 ของศาลชั้นต้น แสดงว่านายสมยศเป็นผู้ประสานงานกับบุคคลผู้เป็นนายจ้างของจำเลยทั้งห้าที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์อันเป็นประเทศซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของผู้ร้องนั่นเอง ความผูกพันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงระหว่างนายสมยศกับผู้ร้องและจำเลยทั้งห้าข้างต้นมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่านายสมยศคือผู้ติดต่อเชื่อมโยงระหว่างผู้ร้องกับจำเลยทั้งห้า ข้อเท็จจริงในการพิจารณาคดีทั้งหมดย่อมถ่ายทอดถึงผู้ร้องด้วย เช่นนี้ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าผู้ร้องไม่รู้จักไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยทั้งห้าตลอดจนข้อที่ผู้ร้องอ้างว่าไม่มีลูกจ้างหรือตัวแทนอยู่ในเรือของกลางเพราะผู้เช่าเป็นผู้จัดหาเองทั้งหมดจึงรับฟังไม่ได้ และเมื่อตรวจข้อมูลเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างนายเดวิดไม่ทราบชื่อและสกุลอายุ 40 ปีเศษ ชาวสิงคโปร์ เชื้อสายจีน และนายเดวิดนายจ้างนี้จะเป็นคนเดียวกับนายเดวิดเจ้าของเรือหรือไม่จำเลยที่ 1 ไม่ทราบสำหรับข้อมูลเกี่ยวกับเรือของกลาง นายอรรถสาสน์ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเจ.เจ. โอเวอร์ซีคอร์ป ให้ถ้อยคำว่า บริษัทเจ. เจ. โอเวอร์ซีคอร์ป (สาขาสิงคโปร์) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศปานามา มีนายลูอิสเป็นผู้จัดการผู้มีอำนาจดำเนินกิจการต่าง ๆ ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ นายลูอิสมีสัญชาติสิงคโปร์ อายุประมาณ 45 ปี นายลูอิสมีชื่อเรียกกันทั่ว ๆ ไป ว่า "เดวิด" ขณะที่ผู้ร้องมีชื่อท้ายว่าเดวิดมีสัญชาติสิงคโปร์สอดคล้องตรงกับถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติ นอกจากนี้รายงานการสอบสวนเอกสารหมาย ค.1 มีข้อความเกี่ยวกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ว่า นายเดวิดซึ่งเป็นเจ้าของเรือของกลางเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้จำเลยที่ 1 สำหรับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 พยานผู้ร้องนั้นเป็นพิรุธ เช่น จำเลยที่ 1 ตอบทนายผู้ร้องว่า รู้จักผู้ร้อง เมื่อทนายผู้ร้องถามย้ำในคำถามเดิม จำเลยที่ 1 จึงบ่ายเบี่ยงเป็นว่า นายเดวิดที่รู้จักจะเป็นเจ้าของเรือของกลางหรือไม่จำเลยที่ 1 ไม่ทราบ และจะเป็นคนเดียวกับผู้ร้องหรือไม่จำเลยที่ 1 ไม่ทราบเช่นกัน ซึ่งไม่สอดคล้องตรงกับที่ให้การรับสารภาพกับพนักงานสอบสวน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนคำเบิกความของพันตำรวจโทสมพรที่ว่าผู้ร้องมิได้ร่วมกระทำความผิดเป็นเพียงความเห็นของพยานซึ่งเลื่อนลอย รับฟังไม่ได้ เช่นเดียวกับนายอรรถสาสน์พยานผู้ร้องอีกปากหนึ่งซึ่งเบิกความตามคำบอกเล่าโดยตนมิได้รู้เห็นเอง จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ผู้ร้องคือนายจ้างของจำเลยทั้งห้า นอกจานี้อุปกรณ์ที่ติดตั้งในเรือของกลางซึ่งจำเลยทั้งห้าได้ใช้กระทำความผิด อันได้แก่เครื่องวัดปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิงไม่มีตราเครื่องหมายคำรับรองของเจ้าพนักงานจำนวน 4 เครื่อง วิทยุรับส่งอันเป็นวิทยุคมนาคมจำนวน 4 เครื่อง ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจมิได้ออกใบอนุญาตให้ใช้และครอบครอง หัวจ่ายน้ำมันเชื่อเพลิงพร้อมสายยาง 12 หัว แผนที่เดินเรือ รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง 2 เล่ม ล้วนเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือสำหรับใช้กระทำความผิดตามฟ้อง ดังถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติ ยืนยันว่าเรือของกลางถูกใช้เพื่อการลักลอบขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติศุลกากรและกฎหมายอื่นโดยเฉพาะ หาได้ใช้เพื่อธุรกิจขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามสัญญาเช่าที่ผู้ร้องอ้างไม่ ลำพังคำเบิกความของนายอรรถสาสน์ประกอบเอกสารสัญญาเช่าซึ่งไม่แน่ชัดว่าจะเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงหรือไม่ เพราะปราศจากตัวผู้เช่ามาเบิกความรับรองต่อศาลดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้ว พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมิได้ร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(สุเทพ เจตนาการณ์กุล-จรัส พวงมณี-จรูญวิทย์ ทองสอน)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ