คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6451/2550 ฉบับเต็ม

#412115
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6451/2550 กรมสรรพากร โจทก์ นายเซ็งฮ้อ แซ่อุ้ย จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/14 ป.รัษฎากร มาตรา 12 ป.รัษฎากร มาตรา 12 ให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรค้างได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อันเป็นการกระทำที่ถือได้ว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดีให้จำเลยชำระภาษี จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2535 จำเลยมีรายรับจากการขายที่ดินแต่มิได้นำรายรับดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษี เบี้ยปรับกับเงินเพิ่มรวม 3 ครั้ง จำเลยได้รับหนังสือโดยชอบแต่มิได้ไปพบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของโจทก์และยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะที่จำเลยต้องชำระเป็นเงินรวม 1,059,984 บาท และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยทราบโดยชอบโดยวิธีปิดหนังสือแจ้งการประเมิน จำเลยมิได้ชำระภาษีดังกล่าวและมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงเป็นภาษีอากรค้างอันเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแต่ไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำรหนี้ และได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้รวม 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือโดยชอบแต่ไม่ชำระหนี้และเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์เริ่มนับแต่วันที่จำเลยขายอสังหาริมทรัพย์แต่ละแปลงไป แต่โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยภายในอายุความ 10 ปี นับแต่วันเกิดสิทธิเรียกร้อง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งรับฟังได้ว่า ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2535 จำเลยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์รวม 10 รายการ และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3 ของรายรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) และมาตรา 91/6 (3) แต่จำเลยไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมชำระภาษี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีนายอนันต์ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นประกอบเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.22 ได้ความว่า เมื่อโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยไม่นำรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษีแต่จำเลยเพิกเฉย เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15 (1), 91/16 (1) และ 91/21 (6) ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับของจำเลยในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2535 พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และภาษีบำรุงท้องถิ่นเป็นเงินรวม 1,059,894 บาท และได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยทราบแล้วโดยชอบ แต่จำเลยไม่ชำระภาษีดังกล่าวและมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่า จำเลยมีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรในเดือนกรกฎาคม 2535 จำนวน 3,400,000 บาท เดือนสิงหาคม 2535 จำนวน 1,800,000 บาท และเดือนกันยายน 2535 จำนวน 2,829,500 บาท ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/10 จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษีภายใน 15 วัน ของเดือนถัดไป คือ ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2535 วันที่ 15 กันยายน 2535 และวันที่ 15 ตุลาคม 2535 ตามลำดับ แต่จำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/15 (1) ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มได้ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงท้องถิ่นสำหรับเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2535 เป็นเงินภาษี 448,800 บาท 237,600 บาท และ 373,494 บาท ตามลำดับ และได้แจ้งการประเมินดังกล่าวให้จำเลยทราบโดยชอบเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 โดยวิธีปิดหนังสือแจ้งการประเมิน ณ ภูมิลำเนาของจำเลย ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งสามฉบับไปให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยซึ่งตรงกับภูมิลำเนาตามฟ้องโดยวิธีปิดหนังสือแจ้งดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษีดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 และ 18 ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีให้จำเลยทราบโดยชอบ เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมิน เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจหน้าที่บังคับในการจัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 ตรี ต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรค้างอันอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรค้างได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อันเป็นการกระทำที่ถือได้ว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดีให้จำเลยชำระภาษี จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ในวันที่ 5 สิงหาคม 2555 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2548 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนคืนไปยังศาลล้มละลายกลางว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพันตัวหรือไม่ นายอนันต์พยานโจทก์ยังให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นประกอบเอกสารหมาย จ.23 ถึง จ.25 ได้ความว่าโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยโดยตรวจสอบไปยังกรมการขนส่งทหารบก ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์อื่นๆ อีก 5 แห่ง สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร และสาขาต่างๆ รวม 15 แห่ง แต่ไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ทั้งโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยนำเงินภาษีอากรค้างไปชำระรวม 2 ครั้ง จำเลยได้รับหนังสือทวงถามโดยชอบแต่ไม่ชำระหนี้ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งกรณีไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย จึงสมควรพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด" พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร (เรวัตร อิศราภรณ์-สมชาย พงษธา-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ กระทำของเจ้าหนี้ที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) ต้องเป็นการกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดี การที่อธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 เป็นการดำเนินการในขั้นตอนของการบังคับคดี โดยไม่ต้องมีคำพิพากษาของศาลให้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จึงไม่น่าจะถือว่าเป็นการกระทำอื่นใดที่มีผลอย่างเดียวกับการฟ้องคดี ที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง อย่างไรก็ตามโจทก์ไม่ได้ดำเนินการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 จนล่วงเลยมากกว่า 10 ปี ซึ่งถ้าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมหมดสิทธิบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้วไม่อาจฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ คดีนี้จึงน่าจะถือว่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ที่ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412115
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014616"
    }
}
date
2550
deka_no
6451/2550
deka_running_no
6451
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "สมชาย พงษธา",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/14"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 12"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเซ็งฮ้อ แซ่อุ้ย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2535 จำเลยมีรายรับจากการขายที่ดินแต่มิได้นำรายรับดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษี เบี้ยปรับกับเงินเพิ่มรวม 3 ครั้ง จำเลยได้รับหนังสือโดยชอบแต่มิได้ไปพบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของโจทก์และยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะที่จำเลยต้องชำระเป็นเงินรวม 1,059,984 บาท และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยทราบโดยชอบโดยวิธีปิดหนังสือแจ้งการประเมิน จำเลยมิได้ชำระภาษีดังกล่าวและมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงเป็นภาษีอากรค้างอันเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแต่ไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำรหนี้ และได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้รวม 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือโดยชอบแต่ไม่ชำระหนี้และเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์เริ่มนับแต่วันที่จำเลยขายอสังหาริมทรัพย์แต่ละแปลงไป แต่โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยภายในอายุความ 10 ปี นับแต่วันเกิดสิทธิเรียกร้อง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งรับฟังได้ว่า ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2535 จำเลยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์รวม 10 รายการ และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3 ของรายรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) และมาตรา 91/6 (3) แต่จำเลยไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมชำระภาษี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์มีนายอนันต์ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นประกอบเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.22 ได้ความว่า เมื่อโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยไม่นำรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษีแต่จำเลยเพิกเฉย เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15 (1), 91/16 (1) และ 91/21 (6) ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับของจำเลยในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2535 พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และภาษีบำรุงท้องถิ่นเป็นเงินรวม 1,059,894 บาท และได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยทราบแล้วโดยชอบ แต่จำเลยไม่ชำระภาษีดังกล่าวและมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่า จำเลยมีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรในเดือนกรกฎาคม 2535 จำนวน 3,400,000 บาท เดือนสิงหาคม 2535 จำนวน 1,800,000 บาท และเดือนกันยายน 2535 จำนวน 2,829,500 บาท ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/10 จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษีภายใน 15 วัน ของเดือนถัดไป คือ ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2535 วันที่ 15 กันยายน 2535 และวันที่ 15 ตุลาคม 2535 ตามลำดับ แต่จำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/15 (1) ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มได้ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงท้องถิ่นสำหรับเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน 2535 เป็นเงินภาษี 448,800 บาท 237,600 บาท และ 373,494 บาท ตามลำดับ และได้แจ้งการประเมินดังกล่าวให้จำเลยทราบโดยชอบเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 โดยวิธีปิดหนังสือแจ้งการประเมิน ณ ภูมิลำเนาของจำเลย ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งสามฉบับไปให้จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยซึ่งตรงกับภูมิลำเนาตามฟ้องโดยวิธีปิดหนังสือแจ้งดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2545 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและชำระภาษีดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 และ 18 ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีให้จำเลยทราบโดยชอบ เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมิน เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจหน้าที่บังคับในการจัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 ตรี ต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรค้างอันอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรค้างได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อันเป็นการกระทำที่ถือได้ว่ามีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดีให้จำเลยชำระภาษี จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) และเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ในวันที่ 5 สิงหาคม 2555 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2548 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าคดีขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้องมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนคืนไปยังศาลล้มละลายกลางว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพันตัวหรือไม่ นายอนันต์พยานโจทก์ยังให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นประกอบเอกสารหมาย จ.23 ถึง จ.25 ได้ความว่าโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยโดยตรวจสอบไปยังกรมการขนส่งทหารบก ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์อื่นๆ อีก 5 แห่ง สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร และสาขาต่างๆ รวม 15 แห่ง แต่ไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ทั้งโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยนำเงินภาษีอากรค้างไปชำระรวม 2 ครั้ง จำเลยได้รับหนังสือทวงถามโดยชอบแต่ไม่ชำระหนี้ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งกรณีไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย จึงสมควรพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
กระทำของเจ้าหนี้ที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) ต้องเป็นการกระทำอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดี การที่อธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 เป็นการดำเนินการในขั้นตอนของการบังคับคดี โดยไม่ต้องมีคำพิพากษาของศาลให้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จึงไม่น่าจะถือว่าเป็นการกระทำอื่นใดที่มีผลอย่างเดียวกับการฟ้องคดี ที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง อย่างไรก็ตามโจทก์ไม่ได้ดำเนินการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 จนล่วงเลยมากกว่า 10 ปี ซึ่งถ้าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมหมดสิทธิบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้วไม่อาจฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ คดีนี้จึงน่าจะถือว่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ที่ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000664.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550