คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2551 ฉบับเต็ม

#412125
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2551 นางบุหงา สุขประเสริฐหรือแสงสวัสดิ์ กับพวก โจทก์ นางองุ่น แนวบรรทัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1358, มาตรา 1359, มาตรา 1727, มาตรา 1745 ป.วิ.พ. มาตรา 148 การที่ทายาทคนหนึ่งฟ้องผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับการจัดการมรดกถือเป็นการฟ้องแทนทายาทคนอื่นๆ ด้วย โจทก์ที่ 1 เคยฟ้องผู้จัดการมรดกและผู้รับโอนทรัพย์มรดก ขอให้เพิกถอนการเป็นผู้จัดการมรดกและเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก โดยผู้จัดการมรดกและผู้รับโอนทรัพย์มรดกให้การต่อสู้ว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของผู้รับโอนมิใช่ทรัพย์มรดกและคดีขาดอายุความมรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์มรดก และโจทก์ที่ 1 นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการตายของเจ้ามรดก คดีจึงขาดอายุความมรดก พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์มรดกเป็นคดีนี้ ขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกดังกล่าว แม้จะเปลี่ยนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกรายเดียวกันกับคดีก่อนนั่นเอง เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยและคดีขาดอายุความมรดก ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้กับคดีก่อนจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน แต่การที่โจทก์ที่ 1 เป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องผู้จัดการมรดกและทายาทผู้รับโอนทรัพย์มรดกเกี่ยวกับการจัดการมรดกว่าไม่ถูกต้องนั้น ถือว่าเป็นการฟ้องแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทคนอื่นๆ ด้วย ดังนี้ คู่ความในคดีนี้กับคู่ความในคดีก่อน จึงเป็นคู่ความรายเดียวกัน รื้อร้องฟ้องกันอีกโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4817 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องพร้อมกับรับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย โดยให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลย โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1463/2544 หรือไม่ เห็นว่า คดีหมายแดงที่ 1463/2544 ที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างนางล้อมกับจำเลยนั้น โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างว่าทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของนายเพชรและนางล้อมผู้จัดการมรดกของนายเพชรทราบดีว่าตกได้แก่โจทก์ที่ 1 ในฐานะทายาทด้วยแต่กลับโอนทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยโดยไม่สุจริต นางล้อมและจำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยมิใช่มรดกของนายเพชร และคดีขาดอายุความมรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของนายเพชร แต่โจทก์ที่ 1 นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการตายของนายเพชร ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขาดอายุความมรดก พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยคดีนี้ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทและให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยอ้างว่านางล้อมผู้จัดการมรดกของนายเพชรโอนทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนายเพชร แม้จะเปลี่ยนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกรายเดียวกันกับคดีก่อนนั่นเอง เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยและคดีขาดอายุความมรดก ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้กับในคดีก่อนจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และแม้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อนแต่การที่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องนางล้อมผู้จัดการมรดกและจำเลยทายาทอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับการจัดการมรดกว่าไม่ถูกต้องนั้นถือว่าเป็นการฟ้องแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทคนอื่นๆ ด้วย ถือได้ว่าคู่ความในคดีนี้กับคดีดังกล่าวเป็นคู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสามคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1463/2544 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ) ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - นายโชติเวท ตันณีกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.63/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1585/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ469/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412125
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์",
        "judge": "นายโชติเวท ตันณีกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009028"
    }
}
date
2551
deka_no
4824/2551
deka_running_no
4824
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1358",
            "ม. 1359",
            "ม. 1727",
            "ม. 1745"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางบุหงา สุขประเสริฐหรือแสงสวัสดิ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางองุ่น แนวบรรทัด"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4817 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องพร้อมกับรับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย โดยให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลย

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1463/2544 หรือไม่ เห็นว่า คดีหมายแดงที่ 1463/2544 ที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างนางล้อมกับจำเลยนั้น โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างว่าทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของนายเพชรและนางล้อมผู้จัดการมรดกของนายเพชรทราบดีว่าตกได้แก่โจทก์ที่ 1 ในฐานะทายาทด้วยแต่กลับโอนทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยโดยไม่สุจริต นางล้อมและจำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยมิใช่มรดกของนายเพชร และคดีขาดอายุความมรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของนายเพชร แต่โจทก์ที่ 1 นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการตายของนายเพชร ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขาดอายุความมรดก พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยคดีนี้ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทและให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยอ้างว่านางล้อมผู้จัดการมรดกของนายเพชรโอนทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนายเพชร แม้จะเปลี่ยนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกรายเดียวกันกับคดีก่อนนั่นเอง เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยและคดีขาดอายุความมรดก ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้กับในคดีก่อนจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และแม้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อนแต่การที่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องนางล้อมผู้จัดการมรดกและจำเลยทายาทอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับการจัดการมรดกว่าไม่ถูกต้องนั้นถือว่าเป็นการฟ้องแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทคนอื่นๆ ด้วย ถือได้ว่าคู่ความในคดีนี้กับคดีดังกล่าวเป็นคู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสามคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1463/2544 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1585/2545
primary_red_case_no
พ469/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000614.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.63/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551