คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7383/2551 ฉบับเต็ม

#412128
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7383/2551 นางสาวกนกรัตน์ ศรีวิจิตร์ โจทก์ นางสาวมณฑา ขันติศรีสกุล จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ป.พ.พ. มาตรา 420, มาตรา 423 โจทก์บรรยายฟ้องโดยตอนแรกบรรยายถึงการที่จำเลยพูดกล่าวถ้อยคำซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการดูหมิ่นโจทก์ ส่วนตอนหลังบรรยายถึงการที่จำเลยนำความไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนแล้วนำหลักฐานการแจ้งความไปเผยแพร่แล้วโจทก์สรุปว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความที่ทำให้โจทก์เสียหาย เห็นได้ว่าข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาละเมิดคือการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความของจำเลยอันทำให้โจทก์เสียหาย หาใช่การที่จำเลยพูดถ้อยคำหยาบคายต่อโจทก์ไม่ ทั้งทนายโจทก์ก็แถลงยืนยันต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องรวม 4 ครั้ง ซึ่งการกระทำละเมิดของจำเลยตามที่ทนายโจทก์แถลงไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวกับการพูดถ้อยคำหยาบคายของจำเลยดังกล่าว การพูดถ้อยคำหยาบคายของจำเลยจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงมิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ. โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาเพียงว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ดูหมิ่นโจทก์ซึ่งหน้าอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ด้วย แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้นำคำฟ้องส่วนนี้มาพิจารณาพิพากษา เป็นการตัดสินไม่ครบข้อหาในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 18 และ 19 กรกฎาคม 2545 ไว้ 2 ตอน โดยตอนแรกบรรยายถึงการที่จำเลยได้พูดกับโจทก์ด้วยถ้อยคำอันหยาบคายซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการดูหมิ่นโจทก์ ส่วนตอนหลังบรรยายถึงการที่จำเลยนำความไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์อบรมนักเรียนและพูดพาดพิงถึงจำเลยในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยและอาจเป็นการหมิ่นประมาทจำเลย แล้วจำเลยนำหลักฐานการแจ้งความคือภาพถ่ายรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานไปเผยแพร่แก่ครูอาจารย์ในที่ประชุมครูและนำไปอ่านให้นักเรียนฟังโดยจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แล้วโจทก์สรุปในตอนท้ายว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความที่ทำให้โจทก์เสียหาย กรณีจึงเห็นได้ว่าข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาละเมิดคือการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความของจำเลยอันทำให้โจทก์เสียหาย หาใช่การที่จำเลยพูดถ้อยคำหยาบคายต่อโจทก์ไม่ ทั้งทนายโจทก์ก็แถลงยืนยันต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องรวม 4 ครั้ง ซึ่งการกระทำละเมิดของจำเลยตามที่ทนายโจทก์แถลงไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวกับการพูดถ้อยคำหยาบคายของจำเลยดังกล่าว ดังนั้น การพูดถ้อยคำอันหยาบคายของจำเลยดังกล่าวจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงมิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-มนูพงศ์ รุจิกัณหะ) ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม - นายประสาธน์ ตั้งศิริมงคล ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายไมตรี ศิริเมธารักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.371/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ310/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ809/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412128
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม",
        "judge": "นายประสาธน์ ตั้งศิริมงคล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายไมตรี ศิริเมธารักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082007416"
    }
}
date
2551
deka_no
7383/2551
deka_running_no
7383
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "มนูพงศ์ รุจิกัณหะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420",
            "ม. 423"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวกนกรัตน์ ศรีวิจิตร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวมณฑา ขันติศรีสกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาเพียงว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ดูหมิ่นโจทก์ซึ่งหน้าอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ด้วย แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้นำคำฟ้องส่วนนี้มาพิจารณาพิพากษา เป็นการตัดสินไม่ครบข้อหาในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยเมื่อวันที่ 18 และ 19 กรกฎาคม 2545 ไว้ 2 ตอน โดยตอนแรกบรรยายถึงการที่จำเลยได้พูดกับโจทก์ด้วยถ้อยคำอันหยาบคายซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการดูหมิ่นโจทก์ ส่วนตอนหลังบรรยายถึงการที่จำเลยนำความไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์อบรมนักเรียนและพูดพาดพิงถึงจำเลยในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่จำเลยและอาจเป็นการหมิ่นประมาทจำเลย แล้วจำเลยนำหลักฐานการแจ้งความคือภาพถ่ายรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานไปเผยแพร่แก่ครูอาจารย์ในที่ประชุมครูและนำไปอ่านให้นักเรียนฟังโดยจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แล้วโจทก์สรุปในตอนท้ายว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความที่ทำให้โจทก์เสียหาย กรณีจึงเห็นได้ว่าข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาละเมิดคือการไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความของจำเลยอันทำให้โจทก์เสียหาย หาใช่การที่จำเลยพูดถ้อยคำหยาบคายต่อโจทก์ไม่ ทั้งทนายโจทก์ก็แถลงยืนยันต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องรวม 4 ครั้ง ซึ่งการกระทำละเมิดของจำเลยตามที่ทนายโจทก์แถลงไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวกับการพูดถ้อยคำหยาบคายของจำเลยดังกล่าว ดังนั้น การพูดถ้อยคำอันหยาบคายของจำเลยดังกล่าวจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่จึงมิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
พ310/2546
primary_red_case_no
พ809/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000600.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.371/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551