คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6056/2550 ฉบับเต็ม

#412143
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6056/2550 นางสุวรรณี รัตนจางวาง โจทก์ นายสมคิด คำมุก กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จำเลยที่ 1 ขอร้องให้โจทก์ยอมรับสมอ้างว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 โดยบอกว่าจะไม่ทำให้โจทก์เดือดร้อนและจะสนับสนุนโจทก์ให้สอบเพื่อรับใบอนุญาตเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ โจทก์ไม่รับปาก ต่อมาจำเลยที่ 1 บอกว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยอมกลับจะขอพบโจทก์ โจทก์จึงตัดสินใจยอมรับสมอ้างตามที่จำเลยที่ 1 ขอร้อง โจทก์ไปพบจำเลยที่ 2 แสดงตัวรับสมอ้างว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ไปบอก นาง ฉ. มารดาสามีโจทก์และ นาย ก. สามีโจทก์ว่าโจทก์เป็นชู้กับจำเลยที่ 1 โจทก์และนาย ก. ไปหาจำเลยทั้งสองที่บ้าน จำเลยที่ 1 ยืนยันว่าเรื่องที่จำเลยที่ 2 พูดนั้นเป็นความจริง ถือได้ว่าโจทก์สมัครใจที่จะให้จำเลยที่ 1 พูดว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โจทก์จึงมีส่วนสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 91, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงสภาพความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำเนื่องจากถูกสอบถาม มิใช่ไปบอกกล่าวเอง ตลอดจนอายุ ประวัติ ความประพฤติและสิ่งแวดล้อมของจำเลยที่ 1 แล้ว ควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัว จึงให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดและเป็นผู้มีส่วนในการก่อให้เกิดความผิด โจทก์มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ปรึกษาโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 จับได้ว่าจำเลยที่ 1 มีผู้หญิงอื่น จำเลยที่ 1 บอกจำเลยที่ 2 ว่าเป็นโจทก์ ขอให้โจทก์ยอมรับสมอ้างว่าเป็นผู้หญิงคนนั้น โจทก์ไม่ยินยอม ต่อมาปลายเดือนสิงหาคม 2541 จำเลยที่ 2 ไปพบโจทก์ที่ทำงาน จำเลยที่ 1 ขอร้องให้โจทก์รับสมอ้างเป็นผู้หญิงคนนั้นอีก โดยบอกว่าจะไม่ทำให้โจทก์เดือดร้อนและจะสนับสนุนโจทก์ให้สอบเพื่อรับใบอนุญาตเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ โจทก์ไม่รับปาก ต่อมาจำเลยที่ 1 บอกว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยอมกลับจะขอพบโจทก์ โจทก์จึงตัดสินใจยอมรับว่าเป็นผู้หญิงคนดังกล่าว โจทก์ไปพบจำเลยที่ 2 แสดงตัวรับสมอ้างว่าเป็นหญิงที่มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ไปบอกนางเฉลียว มารดาสามีโจทก์ และนายกำพล สามีโจทก์ว่า โจทก์เป็นชู้กับจำเลยที่ 1 โจทก์และนายกำพลไปหาจำเลยทั้งสองที่บ้าน จำเลยที่ 1 ยืนยันว่าเรื่องที่จำเลยที่ 2 พูดเป็นความจริง คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ยอมรับว่าโจทก์พูดกับจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไปพูดกับนางเฉลียวและนายกำพล และจำเลยที่ 1 ยังยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง ถือได้ว่าโจทก์สมัครใจที่จะให้จำเลยที่ 1 พูดว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โจทก์จึงมีส่วนสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาโทษจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (ชัช ชลวร-วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์-บวร กุลทนันทน์) ศาลแขวงนนทบุรี - นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.820/2547 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1109/2541 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ193/2543 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412143
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนนทบุรี",
        "judge": "นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015056"
    }
}
date
2550
deka_no
6056/2550
deka_running_no
6056
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "ชัช ชลวร",
    "วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์",
    "บวร กุลทนันทน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสุวรรณี รัตนจางวาง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมคิด คำมุก กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 91, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงสภาพความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำเนื่องจากถูกสอบถาม มิใช่ไปบอกกล่าวเอง ตลอดจนอายุ ประวัติ ความประพฤติและสิ่งแวดล้อมของจำเลยที่ 1 แล้ว ควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัว จึงให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดและเป็นผู้มีส่วนในการก่อให้เกิดความผิด โจทก์มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ปรึกษาโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 จับได้ว่าจำเลยที่ 1 มีผู้หญิงอื่น จำเลยที่ 1 บอกจำเลยที่ 2 ว่าเป็นโจทก์ ขอให้โจทก์ยอมรับสมอ้างว่าเป็นผู้หญิงคนนั้น โจทก์ไม่ยินยอม ต่อมาปลายเดือนสิงหาคม 2541 จำเลยที่ 2 ไปพบโจทก์ที่ทำงาน จำเลยที่ 1 ขอร้องให้โจทก์รับสมอ้างเป็นผู้หญิงคนนั้นอีก โดยบอกว่าจะไม่ทำให้โจทก์เดือดร้อนและจะสนับสนุนโจทก์ให้สอบเพื่อรับใบอนุญาตเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ โจทก์ไม่รับปาก ต่อมาจำเลยที่ 1 บอกว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยอมกลับจะขอพบโจทก์ โจทก์จึงตัดสินใจยอมรับว่าเป็นผู้หญิงคนดังกล่าว โจทก์ไปพบจำเลยที่ 2 แสดงตัวรับสมอ้างว่าเป็นหญิงที่มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ไปบอกนางเฉลียว มารดาสามีโจทก์ และนายกำพล สามีโจทก์ว่า โจทก์เป็นชู้กับจำเลยที่ 1 โจทก์และนายกำพลไปหาจำเลยทั้งสองที่บ้าน จำเลยที่ 1 ยืนยันว่าเรื่องที่จำเลยที่ 2 พูดเป็นความจริง คำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ยอมรับว่าโจทก์พูดกับจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไปพูดกับนางเฉลียวและนายกำพล และจำเลยที่ 1 ยังยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง ถือได้ว่าโจทก์สมัครใจที่จะให้จำเลยที่ 1 พูดว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โจทก์จึงมีส่วนสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาโทษจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1109/2541
primary_red_case_no
อ193/2543
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000668.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.820/2547
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550