คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5080/2551 ฉบับเต็ม

#412144
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5080/2551 พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์ นายนฤนาทหรือนฤนารถ ชูแสงศรี จำเลย ป.อ. มาตรา 72 ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายชกจำเลยที่บริเวณใบหน้า 1 ครั้ง แต่จำเลยเองเป็นผู้รบเร้าและยินยอมให้ผู้เสียหายทำร้ายจำเลยเพื่อประสงค์จะยุติเรื่องบาดหมางที่มีต่อกัน และได้ความจากผู้เสียหายว่าชกจำเลยเพียงเบาๆ จึงยังถือไม่ได้ว่า ผู้เสียหายข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 92, 80, 33 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน รีบอาวุธมีดของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดของกลางแทงนายภานุวัตรผู้เสียหาย 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้เสียหาย และนายโชคชัยซึ่งเป็นพี่เขยจะไปร่วมงานศพ แต่ระหว่างทาง จำเลยเรียกให้ผู้เสียหายหยุดพูดคุยเพื่อขอให้ผู้เสียหายคืนดีเนื่องจากก่อนเกิดเหตุประมาณ 5 ถึง 6 วัน จำเลยเคยเตะผู้เสียหายที่ต้นคอเพราะโมโหที่จำเลยขอยืมเงิน แต่ผู้เสียหายไม่ให้ จำเลยพูดรบเร้าให้ผู้เสียหายชกจำเลยคืน ผู้เสียหายจึงชกจำเลยไป 1 ครั้ง บริเวณใบหน้า ซึ่งไม่แรงนัก แล้วจำเลยเดินทางกลับบ้าน หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ภายในงานศพ จำเลยเดินเข้าไปหาผู้เสียหายพร้อมกับพูดว่า "เราดีกันแล้ว" และใช้อาวุธมีดของกลางแทงที่บริเวณหน้าอกของผู้เสียหายจนหงายหลังล้มลง โดยอาวุธมีดของกลางยังคงปักอยู่ที่หน้าอกของผู้เสียหาย แล้วจำเลยวิ่งหนีไป เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน แต่ผู้เสียหายก็เบิกความถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนจนภายหลังเกิดเหตุเป็นลำดับขั้นตอนโดยปราศจากข้อพิรุธสงสัยว่าจะกลั้นแกล้งหรือปรักปรำจำเลย ส่วนในชั้นพิจารณา นายโชคชัยซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานจะเบิกความว่า วันเกิดเหตุ ขณะพยานและผู้เสียหายจะไปที่งานศพ ได้เดินสวนกับจำเลย ผู้เสียหายและจำเลยมีปากเสียงกัน ผู้เสียหายชกจำเลย แล้วจำเลยเดินกลับเข้าไปในงานศพ พยานและผู้เสียหายเดินตามไปและเข้าไปนั่งในเต็นท์ พยานไม่เห็นขณะที่จำเลยแทงผู้เสียหาย เห็นแต่ขณะจำเลยวิ่งออกจากเต็นท์ แต่ในชั้นสอบสวนนายโชคชัยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า วันและเวลาเกิดเหตุ พยานและผู้เสียหายจะไปร่วมงานศพ ได้สวนทางกับจำเลย จำเลยขอให้ผู้เสียหายตบหน้าเพื่อให้หายโกรธกัน จำเลยขอร้องผู้เสียหายหลายครั้ง ผู้เสียหายจึงตบหน้าจำเลยเบาๆ 1 ครั้ง จากนั้นต่างฝ่ายต่างพูดว่า หายโกรธเคืองต่อกัน แล้วแยกทางกัน พยานกับผู้เสียหายเดินเข้าไปในงานศพ ต่อมาจำเลยย้อนกลับมาที่งานศพและพูดขอให้พยานเป็นพยานว่า จำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันอีกต่อไป และในทันใดนั้นจำเลยใช้อาวุธมีดแทงที่บริเวณหน้าอกของผู้เสียหาย 1 ครั้ง แล้วหลบไป ตามบันทึกคำให้การของพยานดังกล่าว นายโชคชัยให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน เชื่อว่ายังไม่ทันคิดช่วยเหลือปรักปรำจำเลย และไม่ปราฏว่านายโชคชัยได้ให้การโดยมีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ที่นายโชคชัยมาเบิกความในชั้นพิจารณาตามที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็คงเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นจากความผิด แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของนายโชคชัยเป็นพยานบอกเล่า แต่เชื่อได้ว่าคำให้การของพยานดังกล่าวเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาซึ่งน่าเชื่อว่าคำให้การของพยานดังกล่าวจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนายโชคชัยประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ซึ่งแม้จะรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายได้ชกจำเลยที่บริเวณใบหน้า 1 ครั้ง แต่จำเลยเองก็เป็นผู้รบเร้าและยินยอมให้ผู้เสียหายทำร้ายจำเลยเพื่อประสงค์จะยุติเรื่องบาดหมางที่มีต่อกัน และได้ความจากผู้เสียหายว่าๆ ได้ชกจำเลยเพียงเบาๆ เท่านั้น จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าว ยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายได้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ... พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลย 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ยกคำขอให้เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (ศุภชัย สมเจริญ-ศิริชัย จิระบุญศรี-สมศักดิ์ อเนกพุฒิ) ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายชมเชษฐ์ จรัสกร ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายกรองเกียรติ คมสัน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2748/2549 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2326/2543 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4091/2545 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
412144
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี",
        "judge": "นายชมเชษฐ์ จรัสกร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายกรองเกียรติ คมสัน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082009009"
    }
}
date
2551
deka_no
5080/2551
deka_running_no
5080
deka_year
2551
department
แผนก
judges
[
    "ศุภชัย สมเจริญ",
    "ศิริชัย จิระบุญศรี",
    "สมศักดิ์ อเนกพุฒิ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 72"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนฤนาทหรือนฤนารถ ชูแสงศรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 92, 80, 33 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน รีบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดของกลางแทงนายภานุวัตรผู้เสียหาย 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้เสียหาย และนายโชคชัยซึ่งเป็นพี่เขยจะไปร่วมงานศพ แต่ระหว่างทาง จำเลยเรียกให้ผู้เสียหายหยุดพูดคุยเพื่อขอให้ผู้เสียหายคืนดีเนื่องจากก่อนเกิดเหตุประมาณ 5 ถึง 6 วัน จำเลยเคยเตะผู้เสียหายที่ต้นคอเพราะโมโหที่จำเลยขอยืมเงิน แต่ผู้เสียหายไม่ให้ จำเลยพูดรบเร้าให้ผู้เสียหายชกจำเลยคืน ผู้เสียหายจึงชกจำเลยไป 1 ครั้ง บริเวณใบหน้า ซึ่งไม่แรงนัก แล้วจำเลยเดินทางกลับบ้าน หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ภายในงานศพ จำเลยเดินเข้าไปหาผู้เสียหายพร้อมกับพูดว่า "เราดีกันแล้ว" และใช้อาวุธมีดของกลางแทงที่บริเวณหน้าอกของผู้เสียหายจนหงายหลังล้มลง โดยอาวุธมีดของกลางยังคงปักอยู่ที่หน้าอกของผู้เสียหาย แล้วจำเลยวิ่งหนีไป เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน แต่ผู้เสียหายก็เบิกความถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนจนภายหลังเกิดเหตุเป็นลำดับขั้นตอนโดยปราศจากข้อพิรุธสงสัยว่าจะกลั้นแกล้งหรือปรักปรำจำเลย ส่วนในชั้นพิจารณา นายโชคชัยซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานจะเบิกความว่า วันเกิดเหตุ ขณะพยานและผู้เสียหายจะไปที่งานศพ ได้เดินสวนกับจำเลย ผู้เสียหายและจำเลยมีปากเสียงกัน ผู้เสียหายชกจำเลย แล้วจำเลยเดินกลับเข้าไปในงานศพ พยานและผู้เสียหายเดินตามไปและเข้าไปนั่งในเต็นท์ พยานไม่เห็นขณะที่จำเลยแทงผู้เสียหาย เห็นแต่ขณะจำเลยวิ่งออกจากเต็นท์ แต่ในชั้นสอบสวนนายโชคชัยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า วันและเวลาเกิดเหตุ พยานและผู้เสียหายจะไปร่วมงานศพ ได้สวนทางกับจำเลย จำเลยขอให้ผู้เสียหายตบหน้าเพื่อให้หายโกรธกัน จำเลยขอร้องผู้เสียหายหลายครั้ง ผู้เสียหายจึงตบหน้าจำเลยเบาๆ 1 ครั้ง จากนั้นต่างฝ่ายต่างพูดว่า หายโกรธเคืองต่อกัน แล้วแยกทางกัน พยานกับผู้เสียหายเดินเข้าไปในงานศพ ต่อมาจำเลยย้อนกลับมาที่งานศพและพูดขอให้พยานเป็นพยานว่า จำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันอีกต่อไป และในทันใดนั้นจำเลยใช้อาวุธมีดแทงที่บริเวณหน้าอกของผู้เสียหาย 1 ครั้ง แล้วหลบไป ตามบันทึกคำให้การของพยานดังกล่าว นายโชคชัยให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน เชื่อว่ายังไม่ทันคิดช่วยเหลือปรักปรำจำเลย และไม่ปราฏว่านายโชคชัยได้ให้การโดยมีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ที่นายโชคชัยมาเบิกความในชั้นพิจารณาตามที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็คงเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นจากความผิด แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของนายโชคชัยเป็นพยานบอกเล่า แต่เชื่อได้ว่าคำให้การของพยานดังกล่าวเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาซึ่งน่าเชื่อว่าคำให้การของพยานดังกล่าวจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนายโชคชัยประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ซึ่งแม้จะรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายได้ชกจำเลยที่บริเวณใบหน้า 1 ครั้ง แต่จำเลยเองก็เป็นผู้รบเร้าและยินยอมให้ผู้เสียหายทำร้ายจำเลยเพื่อประสงค์จะยุติเรื่องบาดหมางที่มีต่อกัน และได้ความจากผู้เสียหายว่าๆ ได้ชกจำเลยเพียงเบาๆ เท่านั้น จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าว ยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายได้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลย 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ยกคำขอให้เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2326/2543
primary_red_case_no
อ4091/2545
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000614.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2748/2549
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2551