คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5280/2544 ฉบับเต็ม

#41215
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5280/2544 นาย มานพ ทิพย์สม โจทก์ นาย เจริญ คันธรส จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1458, มาตรา 1496 ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับนาง ส. มารดาโจทก์เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น โดยหญิงนั้นแอบอ้างชื่อว่าเป็นนาง ส. เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยนาง ส. ไม่ได้ให้ความยินยอมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งจะต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ โดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ดังนั้น แม้นาง ส. ถึงแก่ความตายทำให้การสมรสสิ้นสุดลงก่อนโจทก์ฟ้อง แต่เมื่อยังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะ ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนายจันทร์ ทิพย์สม กับนางสุดาทิพย์สมหรือกายสะอาด บิดามารดาหย่าขาดจากกันแล้ว ต่อมาเมื่อปี 2515 จำเลยกับหญิงอื่นที่อ้างชื่อเป็นมารดาโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนสมรสโดยมารดาโจทก์ไม่ทราบและไม่ได้ลงชื่อในฐานะคู่สมรสฝ่ายหญิง ทั้งบันทึกท้ายทะเบียนสมรสผิดจากความเป็นจริง การจดทะเบียนสมรสจึงเป็นโมฆะ ขอให้ศาลพิพากษาให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับมารดาโจทก์เป็นโมฆะ จำเลยให้การว่า จำเลยและมารดาโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และฟ้องโจทก์ข้อที่ 3 เป็นฟ้องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสเป็นโมฆะ จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดา ทิพย์สมหรือกายสะอาด มารดาโจทก์เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น โดยหญิงนั้นแอบอ้างชื่อว่าเป็นนางสุดา แต่นางสุดามิเคยทราบเรื่องนี้และไม่เคยลงลายมือชื่อในฐานะคู่สมรสฝ่ายหญิงแต่อย่างใด และเด็กหญิงมยุรา คันธรส ไม่ได้เป็นบุตรของนางสุดาและจำเลย ดังนี้ เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยนางสุดาไม่ได้ไปให้ความยินยอมโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้อันจะก่อให้เกิดสถานะความเป็นสามีภริยา หากเป็นจริงตามคำฟ้องก็เป็นกรณีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1458 เรื่องให้ความยินยอมในการสมรส ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งจะต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะโดยคู่สมรส บิดามารดาหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า นางสุดาถึงแก่ความตายอันเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดาสิ้นสุดลงก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดายังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะเช่นนี้ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดาเป็นโมฆะได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่ายังไม่มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้ได้มีการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยว่าการสมรสระหว่างนางสุดาและจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวน ซึ่งในปัญหานี้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ มีเพียงโจทก์เบิกความประกอบเอกสารว่า เมื่อปี 2515 จำเลยมาติดพันนางสุดา ต่อมาจำเลยดำเนินการให้มีการจดทะเบียนสมรสกับนางสุดาที่สำนักงานทะเบียนอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ตามทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.3 โดยนางสุดาไม่ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนสมรสกับจำเลยแต่อย่างใดลายมือชื่อคู่สมรสฝ่ายหญิงตามทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.3 ไม่ใช่ลายมือชื่อของนางสุดา เห็นว่า คงมีแต่โจทก์เบิกความเพียงลอย ๆ ว่า นางสุดาไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับจำเลยจึงปราศจากน้ำหนักทั้งไม่ปรากฏว่า หญิงที่อ้างแสดงตนว่าเป็นนางสุดาเป็นบุคคลใดแต่ข้อเท็จจริงกลับรับฟังได้จากทะเบียนสมรสว่า จำเลยและนางสุดาจดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2515 หลังจากนั้นนางสุดาได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย จ.5 ก็ใช้ชื่อว่าสุดา คันธรส ยกที่ดินให้แก่โจทก์เพียงผู้เดียว เมื่อนางสุดาถึงแก่ความตาย โจทก์ได้ดำเนินการขอเป็นผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีหมายเลขแดงที่ 6130/2540 เอกสารหมาย จ.6 โจทก์ระบุว่าขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุดา ทิพย์สม หรือคันธรส ผู้ตาย กรณีมีเหตุผลน่าเชื่อว่า นางสุดากับจำเลยสมรสกันจริงเป็นเหตุให้นางสุดาใช้นามสกุล "คันธรส" ซึ่งเป็นนามสกุลของจำเลยตลอดมา พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า นางสุดาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยโดยไม่ยินยอม อันเป็นเหตุให้การจดทะเบียนสมรสของจำเลยกับนางสุดามารดาโจทก์เป็นโมฆะ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล" พิพากษายืน (สุเมธ ตังคจิวางกูร-ชวลิต ศรีสง่า-วิชา มหาคุณ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
41215
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064157"
    }
}
date
2544
deka_no
5280/2544
deka_running_no
5280
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุเมธ ตังคจิวางกูร",
    "ชวลิต ศรีสง่า",
    "วิชา มหาคุณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1458",
            "ม. 1496"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย มานพ ทิพย์สม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย เจริญ คันธรส"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนายจันทร์ ทิพย์สม กับนางสุดาทิพย์สมหรือกายสะอาด บิดามารดาหย่าขาดจากกันแล้ว ต่อมาเมื่อปี 2515 จำเลยกับหญิงอื่นที่อ้างชื่อเป็นมารดาโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนสมรสโดยมารดาโจทก์ไม่ทราบและไม่ได้ลงชื่อในฐานะคู่สมรสฝ่ายหญิง ทั้งบันทึกท้ายทะเบียนสมรสผิดจากความเป็นจริง การจดทะเบียนสมรสจึงเป็นโมฆะ ขอให้ศาลพิพากษาให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับมารดาโจทก์เป็นโมฆะ

จำเลยให้การว่า จำเลยและมารดาโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และฟ้องโจทก์ข้อที่ 3 เป็นฟ้องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสเป็นโมฆะ จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดา ทิพย์สมหรือกายสะอาด มารดาโจทก์เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น โดยหญิงนั้นแอบอ้างชื่อว่าเป็นนางสุดา แต่นางสุดามิเคยทราบเรื่องนี้และไม่เคยลงลายมือชื่อในฐานะคู่สมรสฝ่ายหญิงแต่อย่างใด และเด็กหญิงมยุรา คันธรส ไม่ได้เป็นบุตรของนางสุดาและจำเลย ดังนี้ เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยนางสุดาไม่ได้ไปให้ความยินยอมโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้อันจะก่อให้เกิดสถานะความเป็นสามีภริยา หากเป็นจริงตามคำฟ้องก็เป็นกรณีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1458 เรื่องให้ความยินยอมในการสมรส ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งจะต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะโดยคู่สมรส บิดามารดาหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า นางสุดาถึงแก่ความตายอันเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดาสิ้นสุดลงก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดายังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะเช่นนี้ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนางสุดาเป็นโมฆะได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่ายังไม่มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้ได้มีการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยว่าการสมรสระหว่างนางสุดาและจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวน ซึ่งในปัญหานี้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ มีเพียงโจทก์เบิกความประกอบเอกสารว่า เมื่อปี 2515 จำเลยมาติดพันนางสุดา ต่อมาจำเลยดำเนินการให้มีการจดทะเบียนสมรสกับนางสุดาที่สำนักงานทะเบียนอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ตามทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.3 โดยนางสุดาไม่ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนสมรสกับจำเลยแต่อย่างใดลายมือชื่อคู่สมรสฝ่ายหญิงตามทะเบียนสมรสเอกสารหมาย จ.3 ไม่ใช่ลายมือชื่อของนางสุดา เห็นว่า คงมีแต่โจทก์เบิกความเพียงลอย ๆ ว่า นางสุดาไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับจำเลยจึงปราศจากน้ำหนักทั้งไม่ปรากฏว่า หญิงที่อ้างแสดงตนว่าเป็นนางสุดาเป็นบุคคลใดแต่ข้อเท็จจริงกลับรับฟังได้จากทะเบียนสมรสว่า จำเลยและนางสุดาจดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2515 หลังจากนั้นนางสุดาได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามเอกสารหมาย จ.5 ก็ใช้ชื่อว่าสุดา คันธรส ยกที่ดินให้แก่โจทก์เพียงผู้เดียว เมื่อนางสุดาถึงแก่ความตาย โจทก์ได้ดำเนินการขอเป็นผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีหมายเลขแดงที่ 6130/2540 เอกสารหมาย จ.6 โจทก์ระบุว่าขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุดา ทิพย์สม หรือคันธรส ผู้ตาย กรณีมีเหตุผลน่าเชื่อว่า นางสุดากับจำเลยสมรสกันจริงเป็นเหตุให้นางสุดาใช้นามสกุล "คันธรส" ซึ่งเป็นนามสกุลของจำเลยตลอดมา พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า นางสุดาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยโดยไม่ยินยอม อันเป็นเหตุให้การจดทะเบียนสมรสของจำเลยกับนางสุดามารดาโจทก์เป็นโมฆะ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001110.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544